15.31 น. นี้คือเวลาที่กำลังทำงาน (เมากึ๋ม กึ๋ม มั่งงงง)

 

คุณเชื่อสิ่งที่เห็นไหม ??????

 

 

 

 

 

................................

...............................

 

 

 

 

 

 

สองบรรทัดบนแปลว่า...

อะไรว่ะ...

หือ....

เอ....

ไม่รู้เรื่อง....

เมา....

ควาย....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เคยสงสัยไหม....

 

 

 

 

 

 

ผมไม่เชื่อสิ่งที่เห็น...แต่สนใจที่เป็นอยู่ ......

 

 

 

??????

 

 

 

 

 

 

??????

 

 

 

 

 

 

แล้วไง ????????

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทุกอย่างมีเหตุและผล...

 

 

 

 

ทุกสิ่งมีที่มาและที่ไป

 

 

 

 

ทุกสิ่งเห็นและเป็นอยู่....

 

 

 

 

 

 

คุณเห็นอะไร.........

 

 

 

 

 

 

 

 

 

?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????? 

 

คุกกี้ 1 ห่อกับการตัดสินคน
http://www.bugjoon.com/story.php?id_str=83


ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดี จำเป็นต้องรอเวลาถึง 3 ชั่วโมง
ในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทาง เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่ม และคุ๊กกี้ 1 ห่อ และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกิน ฆ่าเวลาไปพลาง ๆ เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง เมื่อนั่งลงก็เตรียมหนังสือและคุ๊กกี้ เพื่ออ่านและกินไปพลาง ๆ เธอสังเกตเห็นว่าข้าง ๆ เธอมีชายหนุ่มซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เขาสักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุง ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง แล้วกินมันอย่างละชิ้นเธอมองด้วยความโกรธแต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา



ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอาย กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า "ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็....ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย"
ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น
ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า
"เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆ
ช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ"



เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว
เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ



เธอตกใจมาก
ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า.....คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน
เธอลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า
มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง



เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ
เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท
เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง..........



มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย"



..........นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่น หลาย ๆ สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วคอยสงสัยตัวเองว่า



"เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?
เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่"..........



คนเล่าเรื่อง Joon
วันที่ 09-01-2007 ตอน 10:55 น.

edit @ 25 Jul 2009 22:13:11 by titinune :X

ควายกับสังคม

posted on 25 Jul 2009 22:08 by titinune  in Joke

ควายกับสังคม
http://www.bugjoon.com/story.php?id_str=302

สังคมนิยม
คุณมีควาย 2 ตัว และคุณให้เพื่อนบ้าน 1 ตัว

คอมมิวนิสต์
คุณมีควาย 2 ตัว รัฐเอาไปหมดทั้ง 2 ตัว และให้นมควายคุณบ้าง

ฟาสซิสต์
คุณมีควาย2 ตัว รัฐเอาไปหมด และขายนมให้คุณบ้าง

นาซี
คุณมีควาย 2 ตัว รัฐเอาไปทั้ง 2 ตัว และยิงคุณ

บูโรแครต
คุณมีควาย 2 ตัว รัฐเอาไปทั้ง 2 ตัว ยิงตายไปหนึ่ง

รีดนมตัวที่เหลือ และก็ละเลยไม่หาประโยชน์จากนมที่ได้มา

ทุนนิยม
คุณมีควาย 2 ตัว คุณขายไปหนึ่งตัว และเอาเงินซื้อพ่อควายมา

ฝูงควายเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจขยายตัว คุณขายฝูงควายได้เงินมา

แล้วก็เกษียณอายุตัวเอง

เอกชนอเมริกัน
คุณมีควาย 2 ตัว ขายไป 1 ตัว และบังคับให้ตัวที่เหลือผลิตนม

ในปริมาณเท่ากับ 4 ตัวผลิต ต่อมาก็จ้างที่ปรึกษามาวิเคราะห์ว่า

ทำไมควายจึงตาย

เอกชนฝรั่งเศส
คุณมีควาย 2 ตัว คุณนัดการให้มีประท้วง จราจลกีดขวางถนน

เพราะว่าคุณต้องการควาย3 ตัว

เอกชนญี่ปุ่น
คุณมีควาย2 ตัว คุณออกแบบและปรับแต่ง

จนมันมีขนาดเท่ากับ 1 ใน 10 ของควายขนาดธรรมดา

แต่ผลิตนมได้ 20 เท่าของควายปรกติ

แล้วคุณก็สร้างตัวละครการ์ตูนชื่อว่า" Buffkimon"

ขายไปทั่วโลก

เอกชนเยอรมัน
คุณมีควาย 2 ตัว คุณรีเอ็นจิเนียร์มันจนมีอายุ 100 ปี

กินอาหารเดือนละครั้งและรีดนมตัวเอง

เอกชนรัสเซีย
คุณมีควาย 2 ตัว คุณนับมันและพบว่ามี 5 ตัว

คุณก็นับมันอีกครั้งพบว่ามี 42 ตัว

และคุณก็นับมันอีกจนพบว่ามี 2 ตัว

คราวนี้คุณหยุดนับและเปิดเหล้าวอดก้าอีกขวด

เอกชนสวิส
คุณมีควาย 5,000 ตัว ไม่มีตัวใดเป็นของคุณเลย

แต่คุณเก็บเงินจากเจ้าของเป็นค่าดูแล

เอกชนจีน
คุณมีควาย 2 ตัว มี 300 คนรุมรีดนม

คุณประกาศว่าคุณมีการจ้างงานเต็มท

ี่ แถมควายของคุณมีผลิตผลสุดยอด

และจับผู้สื่อข่าวที่รายงานสถานการณ์จริงเข้าคุก

เอกชนอินเดีย
คุณมีควาย 2 ตัว เพื่อเอาไว้เทิดทูนบูชา

เอกชนอังกฤษ
คุณมีควาย 2 ตัว ทั้ง 2 ตัวบ้าหมด

( โรควัวบ้าเป็นที่รู้จักกันครั้งแรกในอังกฤษ)

เอกชนอิรัก
ทุกคนคิดว่าคุณมีควายหลายตัว คุณบอกว่าคุณไม่มี

แต่ไม่มีใครเชื่อคุณ ดังนั้นจึงถูกบอมบ์แหลกยับเยิน

ถูกบุกยึดประเทศ ถึงกระนั้นคุณก็ยังไม่มีควาย

แต่อย่างน้อยที่สุด ปัจจุบันคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย

เอกชนไทย


คุณมีควาย 2 ตัว ตัวหนึ่งสีแดง ตัวหนึ่งสีเหลือง

วันๆ มันไม่ยอมให้น้ำนม เอาแต่วิ่งเอาเขาชนกัน

จนฟาร์มคุณพังวายวอด



คนเล่าเรื่อง Joon
วันที่ 16-02-2009 ตอน 09:10 น.


ความสุข.....joke แล้วแต่จะคิด

posted on 25 Jul 2009 18:41 by titinune  in Joke

ความสุข 1

เมื่ออ้อดอายุได้ 14 ปี ต้องเตรียมสอบขึ้น ม.ปลาย
พ่อแม่และคุณครู ต่างแนะนำให้อ้อด หยุดเล่นฟุตบอลในตอนเย็น
และวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อจะได้อยู่บ้านและใช้เวลา
กับการทำการบ้าน เค้าอธิบายว่าถ้า อ้อดสอบได้คะแนนดี
อ้อดก็จะมีความสุข



อ้อด เชื่อคำแนะนำ อ้อดสอบได้ดี แต่มันก็ไม่ได้ทำให้อ้อด
มีความสุข แต่ความสำเร็จนั้นกลับทำให้อ้อดต้องเรียนหนักขึ้นไปอีก 3 ปี



เมื่อถึงการสอบเข้ามหาลัย พ่อแม่และคุณครู แนะนำไม่ให้ออกไปเที่ยว
ยามค่ำคืน และวันเสาร์อาทิตย์ และไม่ให้ไล่จีบผู้หญิง แต่ให้อยู่บ้าน
เพื่อท่องหนังสือและบอกกลับอ้อดว่า ถ้าอ้อดสอบได้คะแนนดีดี
อ้อดจะมีความสุข



อีกครั้งที่อ้อด เชื่อคำแนะนำ และสอบได้คะแนนดี และอีกครั้งเช่นกันที่
มันไม่ได้ทำให้อ้อดมีความสุขเท่าไหร่ เพราะอ้อดพบว่า
ตัวเองต้องเรียนหนักที่สุด
อีกตลอด 4 ปีที่แสนจะยาวนาน เพื่อให้ได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัย
คราวนี้ พ่อแม่และอาจารย์ ต่างก็แนะนำอ้อดให้อยู่ห่างจาก
ร้านเหล้า ผับ บาร์ต่างๆ
เพื่อจะได้มีเวลาเต็มที่กับการเรียน เค้าบอกกับอ้อดว่า
ปริญญาจากมหาวิทยาลัยสำคัญมาก ถ้าอ้อดได้มา
อ้อดจะมีความสุข



..... มาถึงตรงนี้ อ้อดเริ่มสงสัยแล้วว่า
อ้อดเห็นรุ่นพี่บางคนเรียนหนัก และได้ปริญญา
เดี๋ยวนี้เค้าต้องทำงานแลกอย่างหนัก
เพื่อให้เงินมากพอซื้อของที่จำเป็น เช่นรถ เค้าบอกกับอ้อดว่า
' เมื่อพี่มีรถยนต์ พี่จะมีความสุข '



แต่เมื่อพี่คนนั้นหาเงินได้มากพอที่จะซื้อรถยนต์คันแรกได้
เขาก็ยังไม่มีความสุขอยู่ดี
พี่เค้าเริ่มทำงานหนักขึ้นเพื่อซื้อของอื่นๆ ที่จะทำให้เค้ามีความสุข
หรือเค้าก็กำลังสับสนวุ่นวายกลับความรัก พยามยามตามหาคนที่ใช่
และบอกกับอ้อดว่า ' ถ้าพี่ได้แต่งงาน กับคนที่ใช่พี่จะมีความสุข '



เมื่อแต่งงานแล้ว เค้าก็ยังไม่มีความสุข เค้าต้องทำงานหนักกว่าเดิม
รับงานพิเศษมากขึ้น เพื่อเก็บเงินไว้สำหรับบ้านสักหลัง และบอกกับอ้อดว่า
' ถ้าพี่มีบ้านของตัวเองเมื่อไหร่ พี่จะมีความสุข '



และแล้ว เรื่องน่าเสียใจก็เกิดตามมา ค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านสักหลัง
มันหนักหนามาก ทำให้พวกเค้าไม่ถึงความสุขสักที และยิ่งไปกว่านั้น
เค้ามีครอบครัว มีลูกต้องดูแล ที่จะตื่นมากลางดึก เงินเก็บที่มีมาก็หมดไป
เพิ่มความกังวลมากมายให้กับเค้า คราวนี้คงจะเป็นอีก 20 ปีที่เค้าจะทำ
อะไรได้อย่างที่เค้าต้องการ เค้าจึงบอกอ้อดว่า
' เมื่อไหร่ที่ลูกๆโตพอที่จะออกไปตั้งตัวได้ เมื่อนั้นแหละเค้าจะมีความสุข '



กว่าลูกๆ จะโต เค้าก็คงปลดเกษียณ ต้องเลื่อนเวลาของความสุข ออกไป
เขาต้องทำงานหนักเพื่ออดออมไว้ยามแก่ เค้าบอกกับอ้อด ว่า
' เกษียณเมื่อไหร่ จะได้มีความสุขสักที '



และหลังจากนั้น เมื่อเค้าเกษียณ เค้าเริ่มเข้าวัด ฟังธรรม ทำให้อ้อดสงสัย
ว่าทำไมคนแก่ๆ ถึงชอบมาที่วัดกัน และคำตอบที่อ้อด ได้ฟังก็คือ
' เพราะว่าตายไปแล้วจะได้มีความสุข '


คนเล่าเรื่อง Joon
วันที่ 25-10-2008 ตอน 08:16 น.

 http://www.bugjoon.com/story.php?id_str=262

 

 

ความสุข 2





ในหมู่บ้านชาวประมงที่เงียบสงบแห่งหนึ่งในเม็กซิโก

ชายอเมริกันคนหนึ่งเดินทางเข้ามาพักผ่อนอยู่ที่หมู่บ้านนี้

เค้าเฝ้าดูชาวประมงคนหนึ่งขนปลาที่จับได้เช้าวันนั้น

ชายอเมริกันเป็นโปรเฟสเซอร์ที่ประสบความสำเร็จสูง

เค้าเป็นอาจารย์ที่มหาลัยชื่อดังของโลก เขาจึงอดไม่ได้

ที่จะแนะนำแก่ชาวประมงเล็กน้อย





' นี่นาย! ทำไมนายถึงเลิกจับปลาแต่เช้าอย่างงี้ละ '





' เพราะผมจับปลาได้เพียงพอแล้วซิคับ ' ชาวประมงตอบอย่างอารมณ์ดี





' พอเพียงที่จะเป็นอาหารของครอบครัวและก็เหลืออีกเล็กน้อยไว้ขายด้วย

เดี๋ยวผมก็จะไปกินข้าวกลางวันกับลูกเมียผม แล้วก็งีบสักหน่อย

ตื่นมาเล่นกับลูกๆ หลังอาหารเย็นผมก้อไปร้านเหล้าดื่มเตกีล่าสักหน่อย

เล่นกีตาร์กับเพื่อนๆ มันก็พอเพียงสำหรับผมแล้วคับ '







' นี่ สหาย ฟังผมนะ ' โปรเฟสเซอร์กล่าว



' ถ้านายอยู่ที่ทะเลจนถึงบ่ายแก่ๆ นายจะได้ปลามากขึ้นเป็นสองเท่าอย่างสบายๆ

นายขายปลาจากที่กินกับครอบครัว รวบรวมเงินสักหกเดือน หรือเก้าเดือน

นายก็จะสามารถซื้อเรื่อที่ใหญ่กว่า ดีกว่าลำนี้ได้ และจ้างลูกจ้างได้ด้วย ทีนี้

นายจะสามารถหาปลาได้มากขึ้นเป็นสี่เท่า คิดดูสิ นายจะหาเงินได้มากแค่ไหน





ใน 1- 2 ปี

ถ้านายทำตามแผนธุรกิจนี้นะ ภายใน 6-7 ปี นายจะได้เป็นเจ้าของกองเรือประมงขนาดใหญ่ น่าภูมิใจมั๊ยล่ะ ลองวาดภาพดู





หลังจากนั้นนายก็ย้ายสำนักงานใหญ่เข้าสู่เม็กซิโกซิตี้

จากนั้น 3-4 ปี นายก็เอาบริษัทเข้าตลาดหุ้น ตั้งตัวเป็น CEO รับเงินเดือน

พร้อมผลตอบแทน





แล้วอีกไม่กี่ปี ฟังให้ดีนะ ! นายก็เริ่มงานแผนซื้อหุ้นคืน

ซึ่งจะทำให้นายกลายเป็นอภิมหาเศรษฐี !





ผมรับประกัน! ผมน่ะเป็น โปรเฟสเซอร์ด้านนี้นะ ผมรู้เรื่องพวกนี้ดี







ชายประมงตั้งใจฟังทุกอย่างที่ชาวอเมริกันพูด

เมื่อโปรเฟสเซอร์พูดจบ เค้าจึงถามขึ้นว่า





' โปรเฟสเซอร์ครับ แล้วผมจะเอาเงินหลายล้านดอลล่าร์ไปทำอะไรล่ะครับ '







เป็นเรื่องน่าแปลกยิ่ง ที่โปรเฟสเซอร์ไม่เคยได้คิดแผนธุรกิจไกลขนาดนั้น

ดังนั้นเค้าจึงเริ่มคิด แล้วบอกกับชาวประมงว่า





' สหาย! เมื่อมีเงินมากมายขนาดนั้น นายก็เลิกทำงาน ใช่ๆ เลิกทำงาน

ตลอดชีวิตเลยนะ แล้วก็ซื้อวิลล่าเล็กๆ สักหลัง ในหมู่บ้านที่งามราวกับภาพวาด เช่นหมู่บ้านนี้

แล้วซื้อเรือลำเล็กๆสักลำ ไว้ออกตกปลาตอนเช้า

กลับมากินข้าวกลางวันกับลูกเมียได้ทุกวัน

แล้วก็งีบตอนบ่ายสักหน่อย ไม่มีอะไรต้องกังวล

ตื่นมาใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับลูกๆ ของนาย

หลังอาหารเย็นก็ออกไปเล่นกีตาร์กับเพื่อนๆที่ร้านเหล้า

ดื่มเตกีล่าสักหน่อย ใช่แล้วเพื่อนเอ๋ย

นายก็เลิกทำงานแล้วก็ใช้ชีวิตให้สบายไปเลย '







' แต่โปรเฟสเซอร์ครับ..... ' หนุ่มชาวประมงพูดขึ้น







' ผมกำลังทำทุกอย่างที่ว่านั่นแล้วนี่คับ '





คนเล่าเรื่อง Joon

วันที่ 25-10-2008 ตอน 08:22 น.

http://www.bugjoon.com/story.php?id_str=263

 

พี่เขยกับน้องเมีย

ดิฉันแต่งงานเมื่อ พ.ศ. 2534
และได้อยู่กินกับสามีด้วยดีจนมีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน
ชีวิตก็มีความสุขดี มีรถยนต์ มีบ้านในเนื้อที่ 24 ตารางวาบนถนนแจ้งวัฒนะ
ดิฉันมีน้องสาว 1 คนเค้าไปได้สามีที่มีเมียหลวงอยู่แล้ว
ตอนหลังเค้าเลิกกัน เขามาหาดิฉันดิฉันก็ให้น้องสาวมาอยู่ด้วยกัน
แต่ว่ามาคนเดียวนะคะส่วนลูกๆอยู่กับสามีเขา



น้องสาวมาอยู่กับดิฉันได้หลายปีจนมาวันหนึ่งหัวใจดิฉันเกือบสลาย
คือสามีดิฉันจะเลิกงานเวลา 24.00 น.และในเวลา 00.45 น.



ดิฉันได้ยินเสียงรถของสามีมาถึงบ้านแล้วแต่ดิฉันหลับต่อมาก็ตกใจตื่นตอน
ตี 2 กว่านิด หน่อย ไม่เห็นสามีนอนอยู่
ลุกขึ้นไปดูที่ห้องลูกๆก็ไม่มี ในห้องน้ำก็ไม่มี
ใจหายวาบ รีบลงมาที่โซฟาข้างล่างก็ไม่มี
รถยนต์ก็จอดอยู่แต่สามีดิฉันไปไหน มองที่ประตูบ้านก็ใส่กลอนอยู่
ดิฉันหัวใจเต้นแรงมาก


เหลืออยู่ห้องเดียวคือ...ห้องน้องสาว.ของดิฉัน
ดิฉันเดินไปเปิดไฟจนสว่างทั่วบ้าน หัวใจเต้นแรง ผิดปกติอยากจะเป็นลม
แล้วมองไปที่ห้องของน้องสาวแล้วพยายามตั้งสติคิดในใจว่า
ถ้าเขาเดินออกมาจากห้องนั้นดิฉันจะทำอย่างไร
ดิฉันนั่งมองประตูห้องของน้องสาวน้ำตาก็ไหล
นึกในใจ ว่า จะทำอย่างไร ?


เราจะทำอย่างไรดี
ลูกก็ยังเล็กดิฉันตัดสินใจ ? เลิก? ยังไงก็ต้องเลิก
แล้วให้เขาไปอยู่กับน้องสาวที่อื่นส่วนดิฉันจะอยู่กับลูกๆ
คือจะยกสามีให้น้องสาวไป ถ้าเขารักกัน


จนประมาณ ตี 3 กว่าๆ

ดิฉันนึกในใจว่าถ้าดิฉันโทรฯเข้ามือถือเขาแล้วเสียงโทรศัพท์ก็ต้องดังออกมาจากห้องน้องสาวแน่ๆเลย
เป็นไงเป็นกันดิฉันตัดสินใจโทรฯแล้วก็ติดจริงๆค่ะ
ใจดิฉันเต้นแรงจนเกือบหลุดออกมาข้างนอก



ดิฉันยืนอยู่หน้าห้องน้องสาว.... แต่เอ๊ะไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังออกมาจากในห้องของน้องสาวเลยแต่โทรฯ ติด
แล้วเขาอยู่ไหน ?


?ฮัลโหล ?


เธออยู่ไหน ? ดิฉันตวาด


ก็นอนอยู่ในรถสิ อีบ้า


รู้ทั้งรู้ว่าวันนี้กูจะกลับดึกยังเสือกล็อคประตูอีกยุงก็กัด...

http://www.bugjoon.com
คนเล่าเรื่อง Joon
วันที่ 19-06-2008 ตอน 21:56 น.

edit @ 25 Jul 2009 18:14:50 by titinune :X

FW: หากคุณซึ้งกับโฆษณาไทยประกัน แม่ต้อยตัวจริง(กำลังจะตาย)!!! ขอความช่วยเหลือด่วน..(หรือไม่ก็ช่วยส่งต่อที)
Date: Mon, 19 Jan 2009 08:50:58 +0700

Fw: หากคุณซึ้งกับโฆษณาไทยประกัน แม่ต้อยตัวจริง(กำลังจะตาย)!!! ขอความช่วยเหลือด่วน..(หรือไม่ก็ช่วยส่งต่อที)



"บ้านโฮมฮัก" เป็นบ้านแห่งความรักของเด็ก ๆ นับร้อยชีวิตที่มาอาศัยพักพิงในยามที่ไม่เหลือใคร เด็กๆ ที่นี่มีทั้งเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อเอดส์จากพ่อแม่ เด็กกำพร้าไม่ติดเชื้อแต่ถูกชุมชนผลักไสด้วยความรังเกียจ เด็กที่พ่อแม่มีปัญหาไม่สามารถเลี้ยงดูได้ เด็กที่มีปัญหายาเสพติด เด็กบางคนมาด้วยหัวใจที่แตกสลายพร้อมกับร่างกายที่บอบช้ำจากการกระทำ ทารุณกรรมของผู้ใหญ่ เรื่องราวของเด็กบางคนดั่งนิยายที่กรีดกระชากใจผู้ที่ได้รับรู้



สำหรับพวกเราชาวสนุก! ดอทคอม เรารู้จักบ้านโฮมฮักเป็นอย่างดี เพราะเมื่อปีก่อนทีมพนักงานได้เดินทางไปบริจาคของใช้จำเป็นและเงินช่วยเหลือ นำทีมโดยพี่อ้อ HR

วันก่อนพี่อ้อก็ฟอร์เวิร์ดบทความมาให้อ่าน แล้วบอกว่าให้พี่ฝนช่วยทำอะไรสักอย่างได้ไหม อยากให้คนอ่านได้รู้จักเป็นวงกว้าง เพื่อที่ความช่วยเหลือจะได้ไปเร็วขึ้น.......

"บ้านโฮมฮัก"อบอุ่นด้วยรักแต่แร้นแค้น




"บ้านโฮมฮัก" เป็นบ้านแห่งความรักของเด็ก ๆ นับร้อยชีวิตที่มาอาศัยพักพิงในยามที่ไม่เหลือใคร เด็กๆ ที่นี่มีทั้งเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อเอดส์จากพ่อแม่ เด็กกำพร้าไม่ติดเชื้อแต่ถูกชุมชนผลักไสด้วยความรังเกียจ เด็กที่พ่อแม่มีปัญหาไม่สามารถเลี้ยงดูได้ เด็กที่มีปัญหายาเสพติด เด็กบางคนมาด้วยหัวใจที่แตกสลายพร้อมกับร่างกายที่บอบช้ำจากการกระทำ ทารุณกรรมของผู้ใหญ่ เรื่องราวของเด็กบางคนดั่งนิยายที่กรีดกระชากใจผู้ที่ได้รับรู้




เด็กที่นี่มีทั้งหมด 104 ชีวิต ตั้งแต่อายุ 4 วันไปจนถึง 20 ปี บางรายถูกพ่อแม่เร่ขายให้ไปเป็นขอทาน บางรายกำลังถูกขายไปเป็นหญิง*** และอีกหลายกรณีที่สะเทือนใจ อาทิ

กรณีของน้องส้ม (นามสมมติ) เด็กหญิงวัย 3 ขวบ แววตาสดใสน่ารัก แต่โดนผู้ใหญ่ใจโหดร้ายป้ายบาดแผลทั้งร่ายกายและจิตใจให้เธอด้วยการข่มขืน เธอมาในสภาพอวัยวะเพศฉีกขาด จิตใจบอบช้ำ ซ้ำร้ายเธอติดเชื้อเอดส์

หรือกรณีของน้องโฟร์ (นามสมมุติ) พ่อแม่เสียชีวิตเพราะเอดส์ เธอเองก็ได้รับเชื้อเช่นกัน บ้านเธอยากจน ยามหิวโหยก็เคี้ยวข้าวสารประทังชีวิต เพราะไม่มีใครดูแล มีวัดใกล้บ้านเธอจึงไปขอเศษข้าวเศษแกงประทังชีวิต แต่ซ้ำร้ายโดนพระใจโฉดข่มขืน ทุกวันนี้ร่างกายเธอแคระแกรนเพราะขาดสารอาหาร และเอดส์ทำให้เธอมีอาการชักหลายครั้ง จนมีผลทางสมองทำให้เธอพัฒนาการช้ากว่าเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน



"แม่ต้อย" ของเด็ก ๆ หรือ สุธาสินี น้อยอินทร์ หญิงเหล็กหัวใจแกร่งที่มีความตั้งใจงานเพื่อสังคมมาโดยตลอดนับตั้งแต่เรียน จบ จากจุดเริ่มต้นที่ได้ทำงานเกี่ยวกับการดูแลเด็ก โดยไม่รับเงินเดือน

จนกระทั่งมาตั้ง "มูลนิธิ สุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน" อยู่ที่เลขที่ 3 หมู่ 12 บ้านประชาสรรค์ ต.ตาดทอง อ.เมือง ยโสธร โทร 0-4572-2241

แม่ต้อยก่อตั้งบ้านโฮมฮักมา 20 กว่าปีแล้ว แต่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็นพินัยกรรมเพื่อความอยู่รอดของเด็กๆเมื่อเธอต้องจากไป ทรัพย์สินทั้งหมด บ้าน รถ ที่ดิน มรดก ของพ่อแม่ก็ขายหมดมาเป็นค่ายา ค่าอาหาร ค่าเทอม ค่าน้ำ ค่าไฟ ของเด็ก ๆ ที่สูงถึงเดือนละ 4-5 แสนบาท สุดท้ายแม้กระทั่งสร้อยที่ใส่ติดคอยังต้องขาย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้เด็กๆ ซึ่งเปรียบเสมือนลูกๆ ของเธอก่อนเมื่อเปิดเทอม

แม่ต้อย เล่าว่า บ้านโฮมฮักเป็นบ้านหลังที่อบอุ่นเพื่อเด็ก ๆ ที่ยากไร้ ขาดที่พึ่งพิง เราอยู่กันด้วยความรัก แต่แร้นแค้น ปัจจุบันขายสมบัติจนหมดเกลี้ยงตัว แม้จะมีเงินบริจาคเข้ามาแ?่ก็ไม่พอ เด็ก ๆ ที่บ้านโฮมฮักต้องช่วยเหลือกัน แบบพี่ดูแลน้อง ปลูกผัก หาแมลงกินประทังชีวิต แต่ด้วยความแห้งแล้งก็ยากลำบากเหลือเกิน แค่น้ำใช้อาบทั้งบ้านก็ไม่พอ จะเอาน้ำที่ไหนไปรดผัก แมลงที่หาได้ต้องเอาไปคั่วแล้วป่น โรยข้าวเพื่อให้พอกินกันทั้งบ้าน เด็กก็มีแต่ตัวเล็ก ๆ บางส่วนก็ป่วย บางส่วนไปโรงเรียน ที่โตขึ้นมาหน่อยก็ต้องดูแลน้องตัวเล็ก ๆ ที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และบางคนก็ต้องพยาบาลน้องๆ ที่เจ็บป่วย

"ที่น่าเศร้าใจคือสังคมยังมีการเลือกปฏิบัติและอคติต่อผู้ติดเชื้อเอดส์ เมื่อส่งเด็กไปโรงเรียนต้องหาโรงเรียนที่ไกลออกไป บางครั้งเมื่อรู้ว่าเด็กมาจากที่นี่ พ่อแม่ ผู้ปกครองก็ประท้วงให้ไล่เด็กออก เพราะสังคมยังขาดความเข้าใจว่าไม่สามารถติดเชื้อจากการอยู่ร่วมกัน แต่ติดทางเลือดและการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น ทำให้ไม่เข้าใจเด็กเหล่านี้ว่าป่วยแค่ร่างกายแต่ยังมีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึกนึกคิด ร้องไห้ได้เหมือนกับเรา เด็กเหล่านี้โดนมองเหมือนเป็นตัวประหลาดที่ไม่มีใครอยากเฉียดกรายเข้าใกล้ ขนาดเหลือแต่ร่างไร้ลมหายใจจะเผาในวัดยังไม่ได้ ชาวบ้านกลัวขี้เถ้าฟุ้งไปในอากาศตกหลังคาบ้านแล้วจะติดเอดส์กันทั้งหมู่บ้าน " แม่ต้อย เล่าทั้งน้ำตา



มีเด็กระยะสุดท้ายที่แพทย์พิพากษาว่า อยู่ได้อีกไม่ถึงเดือน หรือ 2 เดือน กับเด็กที่แพทย์หยุดยา เพราะดื้อยาแล้ว ส่งมาอยู่รอความตายที่นี่ แต่ด้วยความรัก ความอบอุ่น และบรรยากาศที่ดูแลกันเหมือนพี่น้อง เด็ก ๆ หลายคนกลับมีชีวิตอยู่ได้เกินกำหนดที่แพทย์บอก เช่น น้องก้อง (นามสมมุติ) มาตอนอายุ 8 เดือน ซึ่งหมอไม่รักษาแล้ว เพราะเชื่อว่าอยู่ได้อีก 2 เดือน แต่ตอนนี้น้องก้องสุขภาพแข็งแรงดี อายุ 12 ขวบแล้ว ช่วยพี่ๆ รดน้ำผักทุกวัน

แต่ตอนนี้ผักปลูกได้น้อย แมลงหาจนไม่มีให้หาแล้ว ข้าวกินได้ครึ่งท้องเพื่อแบ่งอีกครึ่งให้น้อง ๆ ซ้ำร้ายแม่ต้อยของเด็กกำลังป่วยด้วย "มะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย"

ซึ่งหมอบอกว่าเธอจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน แต่หัวใจแม่เกินร้อยที่เธอมอบให้เด็กๆ ทำให้เธอสู้ บางคืนเธอถูกรุมเร้าด้วยอาการปวดที่ไม่ได้พักผ่อนจากการทำงานหนัก

พอช่วงกลางคืนถึงกับนอนไม่ได้ ต้องลุกออกมาเดิน หาก ใครไปบ้านโฮมฮักไม่รู้คนไหนแม่ต้อยละก็ ให้สังเกตที่ข้อเท้าจะมีกระดิ่งเป็นลูกกระพรวนห้อยไว้ เพราะยามเธอออกมาเดิน เด็ก ๆ ได้ยินเสียงกระดิ่งจะได้ไม่กลัวคิดว่าเป็นผี ...

แต่ จะมีวันไหนที่แม่ต้อยไม่ลุกออกมาเดินอีกแล้วก็ไม่รู้ !?! แล้วเด็ก ๆ จะอยู่กันได้อย่างไร ต้องกำพร้าครั้งที่สองในชีวิตกันอีกแล้วหรือ ?


ปัจจุบันบ้านโฮมฮักกำลังประสบภาวะขาดแคลนทุนทรัพย์ อย่างหนัก และยังขาดครูพี่เลี้ยง ขาดเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่ทยอยถอนตัวออกไป เราลองมาช่วยกันสร้างปาฏิหาริย์ให้บ้านโฮมฮักเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ถูกทอดทิ้ง ใครที่เคยคิดว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นส่วนเกิน เป็นส่วนที่ต้องกันไว้ให้อยู่อีกโลก เป็นอีกชนชั้นของสังคม ก็น่าจะมองกันใหม่ เพราะพวกเขาเป็นเพียงเด็ก เป็นชีวิตที่ไร้เดียงสา แววตาบริสุทธิ์ไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่ผู้ใหญ่ยัดเยียดให้ เด็กน้อยเหล่านี้เกิดมาจากปัญหาที่พวกผู้ใหญ่สร้างขึ้นทั้งนั้น

ถ้าหากใครได้ไปสัมผัสเยี่ยมเยือน เด็กๆ ที่บ้านโฮมฮัก จะเห็นแววตาที่สดใส ร่าเริง ทุกคนจะดีใจที่มีพี่ๆ ไปเยี่ยม ยิ่งถ้าไปเล่นไปสัมผัสเด็ก ๆ เหล่านั้นด้วยจิตกุศล ด้วยความรักก็เหมือนได้ต่อเติมชีวิตอันสดใส จากเด็กที่ไม่ลุกเดิน ซึมเศร้าเหม่อลอย ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม เมื่อเห็นผู้มาเยี่ยมเยือนจะดีใจ ลุกขึ้นมาต้อนรับ มีรอยยิ้ม เพราะนานมากแล้วที่ถูกทอดทิ้ง ไม่ค่อยมีใครไปเยี่ยมเยือน

"พี่ ๆ จะกลับมาหาพวกหนูกันอีกมั๊ยคะ"

"พี่หนูอยากได้เสื้อสีแดงไว้ใส่ หนูจะได้ใส่ก่อนตายมั๊ยคะ"

และอีกมากมายคำพูดอันเสียดแทงหัวใจพี่ๆ ทุกคน อยากให้สังคมได้รับรู้ ก่อนจากกันโบกมือลาด้วยน้ำตา และแววตาของเด็ก ๆ ที่มองรถจนลับตาพร้อมกับความหวังว่า จะมีใครมาเยี่ยมเยือนและนึกถึงพวกเขาเหล่านั้นกันอีกบ้าง…

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาบริจาคช่วยเหลือเด็ก ๆ โอนเงินไปได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขายโสธร ชื่อบัญชี มูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน เลขที่ 561-2-21187-7
โทร. 0-4572-2241

หรือจะบริจาคเสื้อผ้า หนังสือการ์ตูน หนังสือเรียน ของเล่น และสิ่งจำเป็นได้ตามจิตศรัทธาเป็นของใหม่หรือของใช้แล้วก็ได้ เพราะของที่ท่านไม่ใช้แล้วยังมีค่ากับเด็ก ๆ เหล่านี้อย่างมาก

ช่วยกันหน่อยนะคะ...จะเป็นพระคุณอย่างสูง

(ช่วยส่งต่อกันไปเยอะๆนะ เพราะเยาวชนของชาติอยู่ในมือพวกคุณ)


Miracle of Love!

----- Forwarded by Piyatida Arworn/AAH/Autoliv on 01/16/2009 08:46 AM -----

Fw: แม่ต้อยไทยประกันมีตัวตนจริง???

คุณอาจจะซึ้งจนน้ำตาใหล สะดุดใจกับคำพูดบางคำในโฆษนา หรือ สำหรับใครบางคนอาจจะดูแค่ผ่าน ๆ เพราะคิดว่ามันเป็นแค่โฆษนา แล้วถ้าผมกำลังจะบอกคุณว่าผู้หญิงในโฆษนานั้นมีตัวตนจริง ๆ ล่ะ (สำหรับใครที่ทราบแล้วก็ขอให้ข้ามไปอ่านตอนท้ายได้เลยครับ) ถึงในชีวิตจริงเนื้อหาและชื่อตัวละครจะไม่ตรงกัน แต่มันคงช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้หลาย ๆ คนที่กำลังท้อหรือมองโลกในแง่ลบได้อีกเยอะเลยครับเอาล่ะเรามารู้จักเธอกัน ดีกว่า


ภาพประกอบ


เชื่อว่าหลายคนคงได้ยิ้มทั้งน้ำตาไปพร้อมๆ กับความซาบซึ้งกินใจ หลังจากได้ชมโฆษณาประกันชีวิตของบริษัทแห่งหนึ่งที่เสนอเรื่องราวชีวิตของ แม่ต้อย ผู้ให้เส้นทางชีวิตใหม่แก่เด็ก 3 คน ที่หลงเดินทางผิดและกำลั งจะกลายเป็นปัญหาสังคม แต่แม่ต้อยกลับพาเด็กๆ เหล่านั้นมาอุปการะเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ราวกับเป็นลูกของเธอเอง แม้เธอจะป่วยเป็นมะเร็ง และมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่ 2 ปี แต่เธอก็ยังสามารถเล่นกีตาร์ร้องเพลงสนุกไปกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของ เด็กๆ

ภาพชีวิตของบุคคลหนึ่งที่อุทิศตัวเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายให้กับ เด็กๆ แม้ตัวเองจะป่วยเป็นมะเร็งก็ไม่ หวาดหวั่นดังเช่นในโฆษณา ละม้ายคล้ายคลึงกับชีวิตของ "ครูติ๋ว สุธาสินี น้อยอินทร์" แห่งบ้านโฮมฮัก บ้านที่เปรียบเสมือนออกซิเจน ที่ช่วยต่อลมหายใจให้กับเด็กไร้ โอกาสหลายๆ คนในสังคม


"ครูติ๋ว" หรือ "แม่ติ๋ว" ของเด็กๆ เคยเป็นอาสาสมัครตามมูลนิธิต่ าง ๆ ก่อนจะมาก่อตั้ง "มูลนิธิ สุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน" ขึ้น และสร้างบ้านโฮมฮักขึ้นที่จั งหวัดยโสธร ตลอดเวลา 20 ปีของบ้านโฮมฮัก ครูติ๋วได้ทุ่มเทความรักให้กั บเด็ก ๆ ด้อยโอกาสและเด็กที่ประสบปัญหาวิกฤติต่างๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเด็กติดเชื้อเอดส์ เด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือเด็กถูกทำร้ายทุบตี รวมๆ กว่า 100 ชีวิต

แม้ตัวครูติ๋วเองจะมีฐานะไม่สู้ ดีนัก ซ้ำยังทรมานจากอาการป่วยเป็ นมะเร็งลำไส้ใหญ่มานานหลายปี ซึ่งอาการก็ทรงๆ ทรุดๆ และกำเริบขึ้นมาวันใดก็ได้ แต่ครูติ๋วก็ไม่ได้ทุ่ มเทแรงกายแรงใจไปกับการรักษาตั วเองเสียทั้งหมด เวลาส่วนใหญ่ของเธออยู่ที่ การได้ดูแลเด็กๆ ในบ้านโฮมฮัก นั่นเพราะครูติ๋วมีหลั กในการดำรงชีวิตว่า "ชีวิตที่มีค่า คือการทำให้ชีวิตผู้อื่นมีค่า" ดังนั้นครูติ๋วจึงสุขใจที่จะได้ มอบชีวิตใหม่ให้กับเด็กๆ ผู้เปรียบเสมือนต้นกล้าเล็กๆ ที่กำลังรอการรดน้ำพรวนดิ นและใส่ปุ๋ยที่ดีก่อนจะเติ บโตเป็นต้นไม้ที่สวยงามต่อไป สมกับชื่อบ้าน "โฮมฮัก"ที่เป็นภาษาอีสานหมายถึ ง "ศูนย์รวมแห่งความรักนั่นเอง"



นับวันที่บ้านโฮมฮักจะมีเด็กๆ เข้ามารับไออุ่นจากบ้านมากขึ้น นั่นสะท้อนให้เห็นว่าสังคมเรายิ่งเลวร้ายลงเพียงใด บ้านโฮมฮักที่กลายเป็นจุดพักพิ งของเด็กๆ ด้อยโอกาส จึงกำลังประสบปัญหาอย่างหนักเรื่องเงินทุนที่ต้องใช้กว่าเดื อนละเจ็ดแสนบาท ทั้งค่าอาหาร ค่ายา และอุปกรณ์ต่างๆ จนครูติ๋วก็ไม่รู้ว่ าชะตากรรมของเด็กๆ จะดำเนินต่อไปได้อย่างไร หากขาดเงินทุนมาหล่อเลี้ยงชีวิต แต่หลังจากครูติ๋วได้ ออกรายการโทรทัศน์หลายๆ รายการ นั่นก็ทำให้เกิดธารน้ำใจจากกลุ่ มต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาช่วยเหลือจัดกิ จกรรมต่างๆ เพื่อมอบเงินทุนให้กับบ้านโฮมฮัก เป็นการตอบแทนน้ำใจของครูติ๋วที่ได้แบ่งปันและให้สิ่งดีๆ กับสังคม
และนี่คือชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่าน ภาพยนตร์โฆษณา เป็นการกระตุ้นให้คนตระหนักถึ สังคมมากขึ้น เฉกเช่นเดียวกัน








edit @ 13 Feb 2009 13:17:13 by titinune :X

edit @ 13 Feb 2009 14:28:14 by titinune :X

 


รหัส ATM ที่คุณควรจะรู้ไว้

เวลาที่ถูกโจรบังคับให้กดเงินให้มัน..!!


> >> ถ้าคุณถูกบังคับ ข่มขู่เงินจากโจรผู้ร้าย ให้กดเงินให้คุณผ่าน ATM
> >> ให้คุณกด " รหัส " กลับกัน เช่น รหัสของคุณคือ 1234 แต่ให้คุณกด 4321 แทน
> >> เครื่องจะออกเงินมาให้คุณตามจำนวนที่คุณเบิก โจรจะไม่ทราบ
> >> แต่... " ตำรวจ " จะทราบแล้วจะเข้าช่วยเหลือคุณ..!!
> >> ข้อมูลนี้ถูกเผยแพร่ผ่านรายการโทรทัศน์
> >> และถูกยืนยันว่าวิธีการนี้ถูกใช้น้อยมาก เพราะว่าคนไม่รู้มีวิธีการอย่างนี้







edit @ 9 Feb 2009 15:59:42 by titinune :X

From: PN Subcontract
To: nookae_o@hotmail.com; job.somsak@gmail.com; juwannanok@yahoo.com; phen_p@ymail.com; plubproud pp
Sent: Thursday, February 5, 2009 6:31:49 PM
Subject: FW: เรื่องเล่า จากโรงพยาบาลแห่งหน่งใน จ.ชลบุรี




> > > เรื่องเล่า จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี

> >

> > > คือ .... เรื่องมันมีอยู่ว่าที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

> >

> > > มีคนไข้ตายบนเตียงเดียวกันซ้ำ ๆ แล้วหลายคน

> >

> > > ที่น่าแปลกคือทุกศพตายเมื่อห้าโมงเช้าวันอาทิตย์

> >

> > > โดยหมอเล็กหมอใหญ่ไม่อาจให้คำอธิบายได้( ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ )

> > > บ้างก้อร่ำลือถึงความเฮี้ยนที่หลาย ๆ คนได้ยินมา

> >

> > > บรรดาคุณหมอจึงตัดสินใจลงไปที่ห้องผู้ป่วย

> >

> > > เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุการตายในวันอาทิตย์หน้า

> > > กระทั่งถึงเช้าวันอาทิตย์ที่ทุกคนรอคอย2-3

> >

> > > นาทีก่อนจะห้าโมงเช้า

> > > ทั้งหมอและพยาบาลต่างรอคอยอย่างลุ้นระทึก

> > > แอบมองอยู่ข้างนอกห้องว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

> >

> > > ต่างคนต่างกำหลวงพ่อประจำตัว ปากก็คอยสวดมนต์อยู่ตลอดเวลา

> >

> > > ด้วยความหวาดกลัวและลุ้นว่าจะเห็นวิญญาณเฮี้ยนหรือไม่

> >

> > > จนเข็มนาฬิกาเดินมาที่ 11 นาฬิกา บรรยากาศเย็นเฉียบขึ้น

> >

> >

> > > โดยฉับพลันไร้เสียงรบกวนใด ๆ แม้เสียงลมหายใจก้อแทบจะไม่

ได้

> > ยิน

> >

> > > และแล้วทันใดนั้น ก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น

> > เมื่อ..................

> >

> >

> >

> >

> > > พนักงานทำความสะอาดคนใหม่

> >

> > > ซึ่งทำงาน( เฉพาะวันอาทิตย์วันเดียว) ก้อเดินเข้ามา

> > ในห้องผู้ป่วย

> >

> > > จากนั้นก้อถอดปลั๊กเครื่องช่วยหายใจออกแล้วเสียบ

> > ปลั๊กเครื่องดูดฝุ่น

> > แทนและทำความสะอาดต่อด้วยความสบายใจ....

> >

> > > โอ้! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด เรื่องจริงหรือนี่ ความ

> > จริงปรากฏว่า

> > ทำไมคนไข้ถึงตายเวลา 11.00 น. ทุกวันอาทิตย์







What can you do with the new Windows Live? Find out












How to: มาทำ Window$ XP ของคุณให้เป็น

Window Genuine ด้วย Trick ง่ายๆ


ที่มา http://webmonster.sapaan.net/



เคยไหมครับ สำหรับใครที่ใช้ Window$ ที่ไม่ใช่ของแท้ (หรือ Window$ 120 บาท นั่นหล่ะครับ) เวลาที่คุณจะเข้า Update หรือ Download ไฟล์หรือโปรแกรมต่างๆจากเว็บ Micro$oft มันจะมีหน้าเวบหน้าหนึ่งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบลิขสิทธิ์ของวินโดวส์ หรือรู้จักกันโดยทั่วไปในนามของ “Window$ Genuine” นั่นเองครับ

ซึ่งถ้าใครที่ใช้ Window$ เถื่อนก็จะไม่ผ่านการตรวจสอบลิขสิทธิ์ของวินโดวส์ และจะไม่สามารถไปยังหน้า อัพเดท ดาวน์โหลดไฟล์หรือโปรแกรมต่างๆได้เลย

โดยหน้าตาของหน้าเว๊บสำหรับตรวจสอบลิขสิทธิ์ของวินโดวส์ หรือ Window$ Genuine ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบลิขสิทธิ์ของวินโดวส์ จะเป็นดังรูป

แล้วมีวิธีการหรือ trick ง่ายๆ อย่างไร เพื่อให้ผ่านการเช็ค การตรวจสอบลิขสิทธิ์ของวินโดวส์ หรือ Window$ Genuine เพื่อให้คุณสามารถทำการอัพเดท ดาวน์โหลดไฟล์หรือโปรแกรมต่างๆผ่านทางหน้าเว็บของ Micro$oft ได้ มาติดตามต่อไปกันเลยครับ

วิธีการทำ Window$ XP ของคุณให้เป็น Window$ Genuine
» อันดับแรก ให้เปิดโปรแกรม notepad หรือ text editor ตัวใดๆก็ได้
» จากนั้น ให้คัดลอกและวางโค้ด ต่อไปนี้ :-

Windows Registry Editor Version 5.00

[HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows NT\CurrentVersion]
“CurrentBuild”=”1.511.1 () (Obsolete data - do not use)”
“ProductId”=”55274-640-1011873-23081″
“DigitalProductId”=hex:a4,00,00,00,03,00,00,00,35,35,32,37,34,2d,36,34,30,2d,\
31,30,31,31,38,37,33,2d,32,33,30,38,31,00,2e,00,00,00,41,32,32,2d,30,30,30,\
30,31,00,00,00,00,00,00,00,86,56,4e,4c,21,1b,2b,6a,a3,78,8e,8f,98,5c,00,00,\
00,00,00,00,dd,da,47,41,cc,6b,06,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,\
00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,38,31,30,32,36,00,00,00,00,00,00,00,b5,16,\
00,00,83,83,1f,38,f8,01,00,00,f5,1c,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,\
00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,00,66,e5,70,f3
“LicenseInfo”=hex:33,b7,21,c1,e5,e7,cd,4b,fd,7c,c6,35,51,fd,52,57,17,86,3e,18,\
d3,f4,8c,8e,35,32,7b,d1,43,8d,61,38,60,a4,ca,55,c9,9a,35,17,46,7a,4f,91,fc,\
4a,d9,db,64,5c,c4,e2,0f,34,f3,ea

[HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows NT\CurrentVersion\WPAEvents]
“OOBETimer”=hex:ff,d5,71,d6,8b,6a,8d,6f,d5,33,93,fd

ลงไปใน notepad หรือ text editor ที่เปิดขึ้นมา
» ต่อจากนั้น ให้ทำการบันทึกไฟล์ชื่อ License key.reg (หรือชื่ออื่นๆ ตามแต่คุณต้องการ แต่นามสกุลต้องเป็น .reg) และในช่อง Save as type เป็น All Files แล้วทำการ Save ไฟล์ไว้ หรือคุณสามารถดาวน์โหลดไฟล์ register สำเร็จรูปได้ ที่นี่
» จากนั้น เมื่อบันทกไฟล์เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์ License key.reg (หรือชื่ออื่นๆ ที่คุณได้บันทึกไว้) และเมื่อมี่ข้อความขึ้นมาถาม ให้กดปุ่ม Yes เพื่อยืนยันการ Register
» จากนั้น ให้คุณลองเข้าเว้บ
» http://www.microsoft.com/genuine/downloads/FAQ.aspx


แล้วคลิกที่ Validate Windows หรือ เว้บ Micro$oft หน้าอื่นๆ เพื่อทำการอัพเดท ดาวน์โหลดไฟล์หรือโปรแกรมต่างๆผ่านทางหน้าเว็บของ Micro$oft คุณก็จะผ่านการตรวจสอบลิขสิทธิ์ของวินโดวส์ หรือ Window$ Genuine อย่างง่ายดาย แล้วหล่ะครับ ดังรูป

ลองเอาไปใช้งานกันดูนะครับ แต่ถ้าใครมีงบเยอะ แนะนำให้ซื้อซอฟต์แวร์ Window$ ที่ถูกลิขสิทธิ์มาใช้งานดีกว่าครับ
Similar Posts
» How to: จะเคลียร์ข้อมูลใน Clipboard Content ได้อย่างไร???
» แนะนำและดาวน์โหลด S7ven โปรแกรมแอนติสปายแวร์(anti-spyware)ฟรีที่นี่
» ขั้นตอน วิธีการถอดถอน กำจัดหรือลบโปรแกรม Antivirus XP 2008
» พิมพ์ลิสต์รายการไฟล์และโฟลเดอร์เพียงคลิกเดียวด้วย Batch File(.bat) !!!
» ขั้นตอนวิธีการถอดถอนหรือลบโปรแกรม SpywareRemover 2009

Submit Article :- BlinkList + Blogmarks + Digg + Del.icio.us + Ekstreme Socializer + Feedmarker + Furl + Google Bookmarks + ma.gnolia + Netvouz + RawSugar + Reddit + Scuttle + Shadows + Simpy + Spurl + Technorati + Unalog + Wink

Posted in: Operating System 2,487 views
(No Ratings Yet)
Print This Post

Tags: crack windows, crack windows xp, how to, windows genuine, windows genuine free, windows xp genuine, windows xp tips trick, วินโดวส์ เอ๊กซ์พี ทิป ทริค, แคร๊ก วินโดว์




May-Chan August 21st, 2008 at 10:37 am

เมื่อก่อนเราก็เคยได้ทริคแทรคมาเหมือนกัน หลายตัว
แต่สรุป เหมือน MS มันก็ฉลาดแก้ได้ทุกที

เราเลยเอาวิธีที่ง่ายที่สุด อะไรรู้ไหมคะ ฮาฮา
ก็เวลา windows updated เราจะเช็คไฟล์ก่อนทุกครั้งว่ามันจะลงอะไรให้เรา ถ้าเจอคำว่า genuine ก็ติ๊กออก แค่นี้ก็ได้แล้วแหละค่ะ ง่ายนิดเดียวเอง

แต่ห้ามเผลอกด install auto เด็ดขาดต้องเช็คทุกครั้ง
ซึ่งจริงๆมันจะพยายามอัพให้เราอยู่แค่ครั้ง 2 ครั้งเท่านั้นเองน่ะค่ะ ^^


admin August 21st, 2008 at 12:52 pm





สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

กับพระราชกิจจานุกิจของพระองค์ในปีสุดท้าย


http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=vikings&month=07-2007&date=14&group=14&gblog=12


The Last Year Of KING TAKSIN THE GREAT
จาก นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๒๔


อันตัวพ่อ นี้ชื่อ พระยาตาก
ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา
ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา
แก่ศาสดา สมณะ พระพุทธโคดม

ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี
สมณะพราหมณ์ชี ปฏิบัติ ให้พอสม
เจริญสมณะ วิปัสสนา พ่อชื่นชม
ถวายบังคม รอยบาท พระศาสดา

คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กับเจ้า
ชาติของเรา คงอยู่ คู่ศาสนา
พระศาสนา ยืนยงคู่ องค์กษัตรา
พระศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กัน


+++++++++++++

พระยามหานุภาพ จินตกวี ผู้หนึ่งในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อคราวโปรดให้ไปในกองราชทูตเจริญพระราชไมตรีครั้งสำคัญกับประเทศจีน ในปีฉลู พ.ศ. ๒๓๒๔ นั้น ได้ประพันธ์กระแสพระราชปรารภในการสร้างพระมหานครไว้ในกลอนนิราสว่าดังนี้

แรกราชดำริตริตรองถวิล
จะเหยียบพื้นปัถพินให้งามสนาม
จะสร้างสรรค์ดั่งสวรรค์ที่เรืองนาม
จึงจะงามมงกุฎอยุธยา

+++++++++++++

The Last Year of King Taksin The Great (01)
ปีสุดท้าย ของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (๐๑)
-- ปรีดา ศรีชลาลัย –

การเริ่มต้นชีวิตเพื่อความแจ่มใสและการใช้ชีวิตให้เป็นคุณแก่ชาติทุกวิถีทาง และทุกโอกาสที่สมควร จนกล่าวได้ว่าเป็นการ ดำรงชีพเพื่อชาติ จริง ๆ เช่นนี้ ก็น่าจะได้รับยกย่องเป็นลักษณะพิเศษ เป็นคติชีวิตที่คนตั้งใจรักชาติทุกคนจะต้องสนใจให้มากที่สุด.

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระผู้กู้ชาติไทยให้พ้นจากความเป็นทาส เป็นยอดนักรบไทย มีพระชนม์ชีพต้องด้วยลักษณะพิเศษดังกล่าวมานั้น พระองค์จึงสามารถกู้ชาติไทยได้ กู้แล้วยังทรงบากบั่นสร้างความมั่นคงให้แก่ชาติไทยอีกอเนกอนันต์ เวลา ๑๔ ปี ก่อนถึงปีสุดท้าย พระองค์มีชีวิตอยู่กับบูรณภาพแห่งชาติไทยเสมอมา.

ชีวิตของพระองค์จึงแน่วแน่อยู่กับการสร้างชาติไทย ไม่ใช่ชีวิตทำลายชาติไทย เมื่อระยะกาลตลอด ๑๔ ปี เต็มไปด้วยการสร้างชาติ ปีที่ ๑๕ จึงไม่มีปัญหาที่ผู้กตัญญูจะชวนคิดไปทางอื่น แม้ว่าปีที่ ๑๕ จะเป็นปีสุดท้ายของพระองค์ ก็เป็นปีที่เปี่ยมไปด้วยพระคุณ ซึ่งชาติไทยยังระลึกอยู่เสมอ จะไม่มีผู้ใดบังอาจกำจัดความกตัญญูของชาติไทยในข้อนี้ได้.

ปีสุดท้ายของพระองค์ คือ ปีฉลู พ.ศ. ๒๓๒๔ พอรุ่งขึ้นปีขาลเพียง ๖ วัน ตรงกับวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ พระองค์ก็ต้องเสด็จสวรรคต เพียบพร้อมด้วยความรักชาติไทยอย่างสูงสุดทรงรักโดยหวังสันติอันยอดเยี่ยมแก่ประชากร เป็นการแสดงพระคุณอันสุดซึ้งครั้งสุดท้าย จนสุดที่จะพรรณาพระคุณให้ครบถ้วนได้.

เป็นที่น่ายินดีว่า พระราชกิจจานุกิจของพระองค์ในปีสุดท้าย ซึ่งมืดมัวอยู่ภายใต้ละลอกแห่งบทความอันกลบเกลื่อนเป็นเวลาช้านานนั้น ได้กระจ่างขึ้น โดยผลแห่งการสอบสวนค้นคว้า จนเป็นที่เข้าใจแจ้งชัดว่า
ความสำคัญแห่งชาติไทยในปีฉลู พ.ศ. ๒๓๒๔ ย่อมขึ้นอยู่ที่พระราชกิจจานุกิจของพระองค์ทุกส่วน เรามองเห็นพระราชกิจจานุกิจเพียงพอ เราก็เข้าใจในความสำคัญแห่งชาติไทยได้ดี เพราะฉะนั้น ความสำคัญแห่งชาติไทยกับพระราชกิจจานุกิจจึงแยกจากกันไม่ได้.

ถ้าจะมองในด้านความดี พระราชกิจจานุกิจ ก็คือพระเดชพระคุณ ซึ่งมีอยู่แก่ชาติไทย แม้จนทุกวันนี้ บรรดาชาวไทยที่รักชาติและทราบพระราชประวัติของพระองค์ถูกต้อง ยังรำลึกถึงพระเดชพระคุณของพระองค์ไม่มีใครยอมลืม ทุกคนรู้สึกว่าสายสกุลของตน ๆ เป็นหนี้บุญคุณพระองค์ท่านมากมาย เพราะยอดเกียรติยศแห่งชีวิต ก็คือความเป็นอิสระพ้นจากความเป็นทาส พระองค์ประทานยอดเกียรติยศให้แก่ชาวไทย โดยช่วยให้พ้นจากความเป็นทาสพม่า และช่วยให้ดำรงชาติเป็นปึกแผ่นมั่นคง เพราะฉะนั้น พระเดชพระคุณของพระองค์ จึงฝังแน่นในจิตใจของชาติไทย นับวันก็ยิ่งเด่นชัดมากขึ้น พระเดชพระคุณยังปรากฎอยู่ตราบใด ก็เป็นที่รับรอง พระราชกิจจานุกิจของพระองค์ อยู่ตราบนั้น พระราชกิจจานุกิจ นี้ก็มิใช่อื่น คือความสำคัญแห่งชาติไทยดังกล่าวแล้ว ชาติไทยกับพระองค์จึงไม่มีทางแยกจากกันได้ ใครบังอาจเหยียบย่ำพระเกียรติยศของพระองค์ก็เท่ากับดูถูกชาติไทยอย่างหนัก ผู้ประพฤติเยี่ยงนี้ ถ้าเป็นคนไทยก็ต้องถูกประณามว่า เป็นคนเนรคุณชาติที่สุด เป็นคนที่ชาติไม่พึงปรารถนาเลย.

----- จบตอนที่ ๐๑ -----

The Last year of KINGTAKSINTHEGREAT (02)

ปีสุดท้าย ของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (๐๒)
-- ปรีดา ศรีชลาลัย --

ปีฉลู พ.ศ. ๒๓๒๔
เป็นปีที่เริ่มต้นด้วยความสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน เป็นครั้งใหญ่ และ ครั้งนี้จะเป็นทางนำไปสู่การสร้างมิตรภาพระหว่างไทยกับญี่ปุ่นอีกด้วย ในเมื่อไม่มีเหตุร้ายมาตัดรอนเสีย.

ความจริงไมตรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน เคยมีมาแล้วแต่ดึกดำบรรพ์ บางคราวก็ไปมาติดต่อกันเสมอ บางคราวก็ห่างไปบ้าง โดยเฉพาะในสมัยกรุงธนบุรีมีการติดต่อทางพาณิชย์ตลอดมา ไทยกับจีนได้ผลพาณิชย์จากกันและกันอย่างน่าพึงใจที่สุด แต่ผลพาณิชย์ที่ว่ามาเสื่อมสลายเสียเมื่อรัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทร์ เพราะสัญญาระหว่างไทยกับบางประเทศในยุโรป (ดูสัญญาทางพระราชไมตรี และการค้าขาย พ.ศ. ๒๓๙๘) ตั้งแต่บัดนั้นมา การค้าขายของไทยด้านทะเลก็หายเงียบไป การค้าขายทางบกก็พลอยลดลงตามกัน จนดูเหมือนว่าคนที่ไม่เคยรู้เรื่องการค้าขายของไทย มักเข้าใจผิดว่าไทยค้าขายไม่เป็น หรือไทยไม่ชอบค้าขาย ชาวต่างประเทศเป็นจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้เรื่องเก่า แล้วเข้าใจผิดอย่างที่ว่ามานี้.

แม้คนไทยรุ่นใหม่ที่ลืมเรื่องเก่าของชาติตนเอง หรือยังไม่ทราบดีพอก็มักจะหลงเข้าใจผิดไปบ้าง จนเห็นว่าการค้าขายไม่คู่ควรกับคนไทย แต่เมื่อทราบความจริงครั้งเดิม ๆ มาแล้ว ก็เข้าใจดีและรักการค้าขายขึ้นทุกวัน.

ยังมีอีกข้อหนึ่งที่ควรได้รับการพิจารณา คือว่า เพียงแต่การค้าขายทางราชการทรุดโทรมแล้ว ไม่น่าจะเป็นเหตุตัดหนทางของประชาชนให้หยุดชะงักลงไปด้วย อันที่จริงทางราชการมิได้ห้ามปรามเลย แต่ควรเข้าใจว่าความรู้สึกทั่ว ๆ ไป ย่อมยำเกรงทางราชการมากที่สุด เมื่อทางราชการต้องมาเลิกค้าขายลงเช่นนี้ ก็เป็นช่องทางให้คาดคิดเห็นไปว่าทางราชการไม่ชอบค้า ผู้ที่เป็นหลักฐานโดยมากในสมัยนั้นรับราชการประจำอยู่แทบทุกคน ย่อมจะหวาดเกรงไม่กล้าดำเนินงานค้าให้ใหญ่โต และทางของพ่อค้ากับทางของข้าราชการรุ่นเก่าเดินผิดทำนองกันอยู่บ้าง พ่อค้ามุ่งหาทรัพย์เป็นที่ตั้ง แต่ข้าราชการระวังเรื่องยศ ๆ ศักดิ์ ๆ เป็นกังวลไม่น้อย จึงร่วมทางกันยาก.

จะพูดตรง ๆ ก็คือว่าเป็นทั้งข้าราชการและพ่อค้าพร้อม ๆ กันนั้นไม่ใช่ง่ายนัก ก็ใครเล่าจะกล้าเผชิญกับความยากในข้อนี้.

อีกประการหนึ่งคนฉลาดเฉลียว โดยมากก็มักถูกชักนำให้เข้าอยู่ในวงราชการเสียเป็นพื้น เพราะคำให้พรแบบเก่ามักจะส่งกันว่า ขอให้เป็นเจ้าคนนายคนเถิด และทางที่จะเป็นได้ในสมัยนั้นก็ต้องรับราชการ เพราะฉะนั้น ความสนใจเรื่องการค้าจึงมีเหลือน้อยเต็มที แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ความผิดของใครโดยเฉพาะหากแต่ชาติไทยต้องรับเคราะห์เปล่า ๆ เท่านั้น.

----- จบตอนที่ ๐๒ -----

The Last year of KINGTAKSINTHEGREAT (03)

ปีสุดท้าย ของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (๐๓)
-- ปรีดา ศรีชลาลัย --

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดให้ราชทูตไปกรุงจีน พร้อมด้วยเรือสำเภาหลวง ๑๑ ลำ บรรทุกสินค้าเต็มทุกลำ มีพระราชสาส์นแสดงพระราชประสงค์ส่งเสริมสัมพันธภาพไปด้วย (ยังมีสำเนาพระราชสาส์นในหอสมุดแห่งชาติ ผู้สนใจตรวจได้เสมอ) กระบวนเรือราชทูตไทยถวายบังคมลาออกไป ณ วันอังคารเดือน ๗ แรม ๑๓ ค่ำ เวลา ๗ นาฬิกา ๑๒ นาที นอกจากเจริญราชสันถวไมตรีเพิ่มเติมให้ยิ่งขึ้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยังมีพระราชประสงค์จะให้ราชทูต จัดซื้อหาเครื่อง ทัพพสัมภาระสำหรับใช้ในการสร้างนครหลวงใหม่ด้วย เหตุใดจึงเพิ่งมาทรงพระราชดำริสร้างพระมหานครในปีที่ ๑๔ จากปีปราบดาภิเษก ข้อนี้เข้าใจไม่ยาก.

การเริ่มต้นของสมัยกรุงธนบุรี เราทราบกันดีแล้วว่าต้องเริ่มต้นด้วยการปราบข้าศึกศัตรูที่เข้ามารุกรานไทย ปราบหนเดียวไม่เสร็จ และไม่ใช่ปราบได้ง่าย ๆ เพราะข้าศึกมีกำลังมาก ทั้งมีเล่ห์เหลี่ยมยอกย้อนหลายอย่างนมนานมา ต้องคอยทำลายกำลังของข้าศึกที่ยกทุ่มเทเข้ามาใหม่ นอกจากนี้ ยังต้องคอยควบคุมพวกแตกรัง คอยชุบย้อมพวกขวัญหนี คอยหากำลังปลูกเลี้ยงประชากรที่สิ้นไร้ไม้ตอก ภาระทุกทางสุมอยู่ที่พระองค์ การแบกภาระอันหนักนี้จะลำบากยากเข็ญเพียงไร บรรดาผู้กตัญญูย่อมรู้สึกได้ดี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพยายามให้ภารกิจลุล่วงไปโดยเร็วที่สุด ภาระเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องทำให้เสร็จก่อน ถ้าไม่สามารถในภาระเช่นนี้ ก็หมายความว่าชาติไทยจะตั้งขึ้นยาก การตั้งชาติไทยจึงเป็นอันเดียวกับการอำนวยภาระหนักเหล่านั้นให้เป็นผลสำคัญแก่บ้านเมือง เมื่อชาติไทยตั้งเป็นหลักมั่นคงแล้ว การสร้างพระนครก็จะสะดวกดี และเป็นศรีสง่าสมแก่ชาติไทยด้วย หากชาติยังอ่อนง่อนแง่น มัวรีบสร้างพระนครให้โอ่โถงเสียก่อน กำลังทางอื่น ๆ ถูกเฉลี่ยมาทุ่มเทลงในการสร้างพระนครหมด ก็ดูเหมือนว่าพระนครนั้นมีแต่ความสวยสดงดงามภายนอก แต่สาระสำคัญส่วนซึ่งเป็นแกนในยังหามั่นคงไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้จะนอนตาหลับได้หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงรีบสร้างชาติไทย หมายถึงการสร้างกำลังส่วนสำคัญ ๆ ของบ้านเมืองดังกล่าวแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกำลังทางทหารและการเศรษฐกิจ จนบ้านเมืองแข็งแรงสมบูรณ์สมควรแก่การที่จะสร้างพระมหานครเป็นใจกลางของประเทศแล้ว พระองค์จึงเริ่มทรงพระราชดำริสถาปนาพระมหานคร พระราชอัธยาศัยอันนี้เป็นข้อแสดงให้เห็นชัดว่า ไม่ทรงตื่นราชบัลลังก์ ไม่ทรงกังวลในพระบรมสุขส่วนพระองค์ยิ่งกว่าที่จะจัดการบ้านเมืองให้เจริญยิ่งขึ้น ทรงกังวลแต่จะปลุกให้ไทยตื่นในการสร้างความไพศาลแก่ไทยโดยขะมักเขม้น ใคร ๆ ที่รู้ความจริง จึงหาทางตำหนิพระองค์ในส่วนบกพร่องได้ยาก พระราชปรีชาญาณในการสร้างชาติหลักแหลมลึกซึ้ง พระราชหฤทัยหนักแน่นและโอบอ้อม ความสำเร็จจึงบรรลุมาเป็นขั้น ๆ และนับวันจะสำเร็จยิ่ง ๆ ขึ้น หากไม่มีการตัดรอนพระชนม์ชีพของพระองค์เสีย

----- จบตอนที่ ๐๓ -----

The Last year of KINGTAKSINTHEGREAT (04)

ปีสุดท้าย ของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (๐๔)
-- ปรีดา ศรีชลาลัย –

พระยามหานุภาพ จินตกวี ผู้หนึ่งในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อคราวโปรดให้ไปในกองราชทูตเจริญพระราชไมตรีครั้งสำคัญกับประเทศจีน ในปีฉลู พ.ศ. ๒๓๒๔ นั้น ได้ประพันธ์กระแสพระราชปรารภในการสร้างพระมหานครไว้ในกลอนนิราสว่าดังนี้

แรกราชดำริตริตรองถวิล

จะเหยียบพื้นปัถพินให้งามสนาม

จะสร้างสรรค์ดั่งสวรรค์ที่เรืองนาม

จึงจะงามมงกุฎอยุธยา

บทความสั้น ๆ เท่านี้ แสดงให้เห็นความหมายอันลึกซึ้งในพระราชหฤทัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเพียงไร ทรงพระราชดำริจะให้ช่างสร้างพระนครให้เห็นเป็นดังเมืองสวรรค์ จึงจะสมเป็นราชธานีของประเทศไทย ความจริงอิฐปูนเท่าที่มีอยู่แต่ก่อนก็ไม่น้อย เช่นที่กรุงเก่า ลพบุรี และตามวัดร้างอีกหลายวัด ถ้าจะลองให้รื้อขนรวบรวมมาสร้างพระนครก่อน ก็คงจะพอทำได้ไม่ยากนักมิใช่หรือ แต่จะเอาดีที่ตรงไหน การเก็บของเก่ามาสร้างใหม่ ก็ดีในเมื่อไม่สามารถหาของใหม่มาสร้างเท่านั้น แต่วัตถุสถานที่สร้างใหม่นั้นจะได้ชื่อว่านครอิฐ หักกากปูน ครั้นจะเอาดีที่สามารถรื้อมาทำขึ้นใหม่ก็พูดไม่ถนัด ทั้งของเก่าอันพึงสงวนไว้เป็นโบราณวุตถุ หรือ โบราณสถาน ก็ถูกรื้อสูญรูปทรงของเก่าหมด นับว่าเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง ไม่มีดีอย่างไรเลย เพราะฉะนั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงไม่โปรดให้ทำเช่นนั้น ไหน ๆ ก็ทรงกู้ชาติไทยขึ้นใหม่แล้ว สมควรสร้างนครหลวงของชาติเสียใหม่ด้วย จึงจะเหมาะด้วยประการทั้งปวง และการสร้างนครหลวง ต้องพยายามทำให้มองเห็นความสำคัญได้หลายทาง เมื่อชาวต่างประเทศมาเห็นนครหลวงของไทยแล้ว ควรให้เขาได้เกิดความสำนึกว่า

๑. ไทยมีประเทศอันอุดมสมบูรณ์

๒. ประเทศของไทยมั่นคงแข็งแรง

๓. ชาวไทยเข้มแข็งสามารถดำรงชาติอันมหึมาไว้ได้

นี่คือ รัศมีอย่างน้อยที่จะหวังได้จากการสร้างนครหลวงขึ้นใหม่ ถ้าคิดสร้างนครชนิดเตรียมสู้ในบ้าน ไม่ให้เกิดความหมายสำคัญประการใดแก่ผู้ให้เห็น เป็นแต่สร้างขอไปที หรือสร้างเพื่อคุ้มรังของประมุขมากกว่าแล้ว พระองค์ท่านคงไม่ยอมเสียเวลาทรงพระราชดำริเป็นแน่ เพราะฉะนั้นจึงทรงรอมาจนประเทศไทยไพศาล กองทัพไทยเข้มแข็งทุกด้าน และการเศรษฐกิจตรึงอยู่กับความมั่งคั่งของบ้านเมืองแล้ว ก็โปรดให้เริ่มการเตรียมสร้างพระนครทันที หลังจากโปรดให้ราชทูตไทยออกไปประเทศจีน ถึงฤดูฝนว่างการทัพศึก มีโอกาสได้ทรงทะนุบำรุงการพระพุทธศาสนาและบำรุงคณะสงฆ์ตามสมควร ปรากฏในจดหมายเหตุโหรฉบับรามัญบันทึกไว้ว่า พระเจ้าแผ่นดินไทยทรงทำบุญตั้งแต่เข้าพรรษา (เดือน ๘ กลางเดือนเริ่มต้นเข้าพรรษา) เป็นเวลาครึ่งเดือน เมื่อจวนออก พรรษา ทรงสงเคราะห์คนยากจน ทรงอนุเคราะห์ผู้เฒ่าทั่วไป ทั้งที่เป็นข้าราชการและราษฎร ออกพรรษาแล้ว ทรงทอดพระกฐินหลวงทุกวัดมิได้ว่างเว้นสักวัดหนึ่ง ในเรื่องเกี่ยวกับวัดนี้ น่าสังเกตอยู่ข้อหนึ่ง สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไม่โปรดให้แยกวัดเป็นราษฎร์เป็นหลวง เพื่อไม่ให้มีแบ่งชั้นวรรณะ เพราะว่าทุกอารามล้วนเป็นวัดในพระพุทธศาสนาเหมือนกันหมด สมควรได้รับการทะนุบำรุงตามศรัทธาของผู้นับถือ ไม่มีขีดคั่นว่า นี่ต้องเป็นวัดเจ้านาย นี่เป็นวัดราษฎร ใครศรัทธาก็ทำบุญได้ทั้งนั้น พระราชทานเสรีภาพ และสมภาพในเรื่องศาสนานี้ นับว่าดีพอใช้ แต่ก็มิใช่ว่าจะขาดการควบคุมเสียเลย

----- จบตอนที่ ๐๔ -----

The Last year of KINGTAKSINTHEGREAT (05)

ปีสุดท้าย ของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (๐๕)
-- ปรีดา ศรีชลาลัย –

การสร้างพระพุทธรูปขึ้น เพื่อเป็นที่เคารพสักการะแทนองค์พระพุทธเจ้า ถ้ามีการแบ่งวัดเป็นชั้น ๆ แล้ว พระพุทธรูปก็จะต้องพลอยถูกจัดชั้นไปด้วย ต่างว่าแบ่งวัดเป็นพระอารามหลวงและวัดราษฎร์ พระอารามหลวงยังถูกแบ่งเป็นชั้นๆ อีกคือ วัดชั้นตรี วัดชั้นโท วัดชั้นเอก พระพุทธรูปในวัดเหล่านั้น ก็ต้องดำรงศักดิ์ไปตามขนาดของวัด และพึงเข้าใจเถิดว่า พระพุทธรูปในวัดราษฎร์ย่อมต้องต่ำกว่า พระพุทธรูปในวัดหลวงเป็นแน่ทีเดียว แม้พระพุทธรูปในวัดหลวงก็ยังลดเหลื่อมกันอีก คือพระพุทธรูปในวัดหลวงชั้นตรี ต่ำกว่าพระพุทธรูปในวัดหลวงชั้นโท โดยนัยนี้ต้องนับว่า พระพุทธรูปในวัดหลวงชั้นเอกเป็นสูงสุดกว่าพระพุทธรูปบรรดามี ความลดหลั่นเช่นนี้เหมาะแก่พระพุทธรูปหรือไม่ เข้าใจว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีพระราชประสงค์จะให้พระพุทธรูปอยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ว่าพระพุทธรูปในวัดไหน ๆ และใครจะเป็นผู้สร้างก็ตาม ย่อมสมควรได้รับความนับถือเป็นสิ่งแทนพระพุทธองค์เท่ากันหมด นี่เป็นพระบรมราโชบายอย่างหนึ่ง ที่ช่วยรักษาพระพุทธศาสนา มิให้ถูกจูงไปสู่ลัทธิแบ่งชั้นวรรณะ มิให้กระแสชองพระพุทธโอวาทเดินไปนอกทางของประโยชน์อันใหญ่หลวง ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ตรึงอยู่กับเสรีภาพ และสมภาพโดยแท้ เขตทอดพระกฐินต้องสิ้นสุดลงวันกลางเดือน ๑๒ ตามวินัยนิยม ในระหว่างนี้เกิดเรื่องหยุกหยิกขึ้นทางนครเวียงจันทน์ ควรเล่าความเดิมของนครเวียงจันทน์สักเล็กน้อย นครเวียงจันทน์แท้ตั้งอยู่ทางภาคอีสานของประเทศไทย ที่จริงคนในเมืองนั้นล้วนเป็นไทยทั้งสิ้น ต่างแยกย้ายตั้งเป็นอิสระสืบกันมาช้านาน จนอาณาเขตของแต่ละฝ่าย เกือบจะชักพาให้ลืมชาติเดิมของตนเสีย ถึงตอนต้นสมัยกรุงธนบุรี นครเวียงจันทน์ตกที่คับขัน เคยขอความช่วยเหลือ เมื่อคราวเกิดพวกข่ากบฏ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดให้เจ้าพระยานครราชสีมา (บุญคง กาญจนาคม) ผู้ครองนครราชสีมานำกองทัพไปช่วยนครเวียงจันทน์ปราบข่ากบฏ จนเหตุการณ์สงบราบคาบ นครเวียงจันทน์ก็แสดงท่าทีอยากจะเป็นมิตรกับกรุงธนบุรี แต่รั้ง ๆ รอ ๆ เพราะเกรงพม่า และเพราะยังไม่ไว้ใจว่า กำลังของกรุงธนบุรีจะเข้มแข็งพอช่วยนครเวียงจันทน์ต่อต้านพม่า ได้อ้อแอ้เรื่อยมาจนเกืดเรื่องร้ายขึ้น คือตอนปลายสมัยกรุงธนบุรี เจ้านครเวียงจันทน์เป็นอริวิวาทกับ พระวอ เสนาบดีผู้ใหญ่ซึ่งเคยอุปการะกันมา ในที่สุดถึงรบกัน แต่พระวอสู้ไม่ได้ อพยพหนีมาตั้งอยู่นครจัมปาศักดิ์ แล้วเลื่อนไปตั้งอยู่ดอนมดแดง เข้าในแขวงพระราชอาณาจักรกรุงธนบุรี บอกขอสวามิภักดิ์มายังใต้เบื้องบทมาลย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็โปรดให้รับไว้ในพระราชอาณาจักร ฝ่ายนครเวียงจันทน์ได้ทราบว่า พระวอออกจากนครจัมปาศักดิ์ไปตั้งอยู่ ณ ดอนมดแดง ซึ่งบัดนั้นยังเป็น ชายพระราชอาณาจักรเขตกรุงธนบุรี เข้าใจว่าทางกรุงธนบุรีคงจะไม่เหลียวแลถึง กำลังของกรุงธนบุรีเห็นจะ ยังไม่มีพอปกแผ่รักษาทั่วกันได้ หากจะจู่โจมลอบเข้าทำการก้ำเกินสักครั้งคราวหนึ่งอย่างรวดเร็ว ก็น่าจะไม่มีเรื่องร้าวรานถึงกรุงธนบุรีเป็นแน่

----- จบตอนที่ ๐๕ -----

The Last year of KINGTAKSINTHEGREAT (06)

ปีสุดท้าย ของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (๐๖)
-- ปรีดา ศรีชลาลัย –

นี่เป็นการคาดคะเนผิดถนัดของนครเวียงจันทน์ ถ้าเป็นสมัยก่อนนั้นขึ้นไปสักหน่อย คงไม่มีเรื่องวู่วามจริง เพราะการปกครองอ่อนแอมาก แต่สมัยกรุงธนบุรีไม่เหมือนสมัยก่อน ไม่ยอมให้ใครลู่คมง่าย ๆ อาณาเขตทุกทิศทุกทางอยู่ในความระแวดระวังทั่วถึงกัน ครั้นเจ้านครเวียงจันทน์ อุกอาจยกทัพตามมาทำร้ายพระวอในพระราชอาณาเขตประเทศไทย ความทราบถึงกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงโปรดให้กองทัพไทยขึ้นไปปราบโดยด่วน กองทัพไทยตีได้นครเวียงจันทน์ ทั้งนครหลวงพระบางก็ยอมสวามิภักดิ์ด้วย พระเจ้าบุญสารผู้ครองนครเวียงจันทน์หนีเล็ดลอดไปได้ กองทัพไทยจึงให้พระยาสุโภอยู่รักษานคร แล้วเชิญราชบุตรราชธิดาของพระเจ้าบุญสารลงมา ณ กรุงเทพ ฯ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดให้ทะนุบำรุงราชบุตรราชธิดาของพระเจ้าบุญสารไว้เป็นอันดี ที่ตรงนี้มีเรื่องเกร็ดแทรก ตามคำเล่าของชาวอีสานบางคน ซึ่งพยายามสืบเสาะเรื่องเก่า ๆสมัยนั้น ได้เล่าว่า เมื่อกองทัพไทยกลับถึงกรุงธนบุรี กราบทูลถวายบรรดาทรัพย์และเชลยศึกตามหน้าที่ ปรากฏว่ามีเจ้าหญิงราชธิดาพระเจ้าบุญสารองค์หนึ่งกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าตนได้เสียตัวกับแม่ทัพไทยในระหว่างเดินทางแล้ว หาควรถวายเข้าเป็นหลวงไม่ เมื่อไต่สวนได้ความสมจริง จึงโปรดให้จำคุกแม่ทัพไทยเสีย ๓ เดือน พ้นโทษแล้วให้คงยศตามเดิม เรื่องนี้จะจริงเท็จประการใด ยากที่จะวินิจฉัย เพราะเป็นเพียงคำเล่าอย่างเดียว หาหลักฐานอย่างอื่นๆสนับสนุนไม่ถนัด แต่อย่งไรก็ตาม ทุกคราวที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จไปปราบ ไม่ว่าเมืองใด ทรงห้ามขาดมิให้ทหารทำร้าย หรือทำอันตรายแก่พวกเจ้าเมือง ใครจับได้ต้องถวายเป็นหลวง เพื่อมิให้ลูกหลานเจ้าเมืองต้องอัปยศ ผู้ใดขัดขืนมีโทษหนัก (ดูประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๖ เรื่องปราบเมืองพุทไธมาศ พ.ศ. ๒๓๑๔) หากว่าเรื่องที่เล่ามานั้นมีมูลอยู่บ้าง จะเห็นได้ว่าการลงโทษแม่ทัพไทยผู้บังอาจนั้นเบาเกินไป แต่เพราะแม่ทัพมีความชอบในการตีนครเวียงจันทน์ได้ จึงโปรดให้ลงโทษแต่น้อย ก็เห็นจะสมควรกันแล้วกระมัง รุ่งขึ้นปีฉลู กลางปี พระเจ้าบุญสารลอบยกกำลังมาตีนครเวียงจันทน์ ฆ่าพระยาสุโภ ผู้รักษานครนั้นเสีย ความทราบมาถึงกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงทรงพระกรุณาตั้ง เจ้านันทเสน ราชบุตรพระเจ้าบุญสาร เป็นพระเจ้านันทเสนราชพงษ์มะลาน เจ้าพระนครเวียงจันทน์ ณ วันพฤหัสบดี เดือนอ้าย ขึ้น ๑๔ ค่ำ พ.ศ. ๒๓๒๔ โปรดให้พระเจ้านันทเสนราชพงษ์มะลาน เดินทางขึ้นไปครองนครเวียงจันทน์ในวันขึ้น ๑๔ ค่ำนั้น การเมืองทางนครเวียงจันทน์ก็สงบ นับว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ดำเนินพระราโชบาย เหมาะแก่สภาพการเป็นอย่างดี พระเจ้านันทเสนราชพงษ์มะลาน เป็นผู้เข้มแข็งมาก และภักดีมั่นอยู่ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อได้รับตำแหน่งครองนครเวียงจันทน์แล้ว ก็รีบทะนุบำรุงบ้านเมืองเต็มที่ หัวเมืองต่างๆ ที่แตกแยกออกไปในสมัยอ่อนแอ ก็อุตส่าห์รวบรวมกลับคืนตามเดิม และติดต่อสมัครสมานกับนครหลวงพระบาง ไม่วิวาทร้าวรานกันดังแต่ก่อน ราชอาณาจักรไทยเวลานั้น ในด้านอีสานร่วมด้วยอุดร จึงแผ่ไปตลอดสิบสองจุไทย หัวพันห้าทั้งหก และหัวเมืองพวน วันเดียวกับที่พระเจ้านันทเสนฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เดินทางขึ้นไปครองนครเวียงจันทน์นั้น เกิดเรื่องร้ายขึ้นในหมู่ชนชาวญวนสามิภักดิ์ ซึ่งมีองเชียงชุนเป็นหัวหน้า

----- จบตอนที่๐๖ -----

The Last year of KINGTAKSINTHEGREAT (07)

ปีสุดท้าย ของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (๐๗)
-- ปรีดา ศรีชลาลัย –

องเชียงชุน เป็น อา ของ องเชียงสือ (คือพระเจ้าเวียดนามยาลอง) องเชียงชุนแตกหนีพวกราชวงศ์เล้ (พวกไตเชิง หรือไกเซิล) เข้ามาอยู่ในเมืองพุทไธมาศ (ฮาเตียน) ต่อจากเมืองตราดออกไป กองทัพไทยไปปราบเมืองพุทไธมาศ จับองเชียงชุน ได้ในคราวนั้น องเชียงชุน ยอมสามิภักดิ์อยู่กับ ไทยโดยดี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระกรุณาชุบเลี้ยง องเชียงชุน ให้มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาราชาเศรษฐี เทียบเท่าบรรดาศักดิ์เจ้าเมืองพุทไธมาศ (ปรากฏนามอยู่ในหมายรับสั่ง เรื่องรับและสมโภชพระแก้วมรกต ดูหนังสือเอกสารสำคัญ รวบรวมโดยศรีชลาลัย ภาค ๑ หน้า ๒๕ พิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย) การสามิภักดิ์ทำนองนี้ หมายความว่า มิใช่ตั้งใจมาสามิภักดิ์ โดยตรง หากเป็นเพราะไม่มีทางไปอีกแล้ว ก็จำต้องสามิภักดิ์พอผ่อนหายใจ จนกว่าจะมีลู่ทางอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป พระยาราชาเศรษฐี (องเชียงชุน) ได้รับพระมหากรุณาเข้ามาอยู่ในกรุงและรับราชการตั้งแต่ตอนต้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาจนถึง ปี ฉลู พ.ศ. ๒๓๒๔ วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย ก็ถูกจับโดยข้อหาว่าเป็นกบฏ พร้อมกับพรรคพวกอีกหลายคน (พงศาวดารฉบับสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ (ด้วง) ทรงชำระเรียบเรียง กล่าวถึงเรื่องนี้ ดูประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๕ หน้า ๘๗) ทำไมพระยาราชาเศรษฐี (องเชียงชุน) จึงคิดกบฏ ข้อนี้จะต้องเล่าเหตุการณ์ในเมืองญวนนำทางเล็กน้อยเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เมื่อตอนต้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมืองญวนยังไม่มีไมตรีกับไทย ขณะที่กองทัพไทยออกไปปราบเมืองพุทไธมาศและกัมพูชาในปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๑๔ ญวนได้กะทบกะทั่งกับหน่วยทหารของกองทัพไทยบ้างเล็กน้อย โดยกองทหารฝ่ายญวนทำการขัดขวางการสื่อสารของไทยบางแห่ง และ เข้าแทรกแทรงเมืองปาสักอีกด้วย (ดูประขุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๖) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดให้โกษาธิบดีมีหนังสือไปว่ากล่าวญวนในทางไมตรีก่อน แต่น่าจะไม่เป็นผล เพราะความเข้าใจผิดและความปรารถนาอันผิดของญวน ทำให้ญวนมองไม่เห็นทางไมตรีกับไทยได้ถนัด ปรากฏในพงศาวดารของญวนเองว่า บางคราวเรือสินค้าหลวงของประเทศไทยเคยถูกญวนตีปล้น พวกตีปล้นไม่ใช่ญวนสามัญ เป็นพวกกรมการหัวเมืองของญวน ความประพฤติเลวทรามข้อนี้ ย่อมจะเพิ่มความเกลียดชังให้แก่ชาวไทยมากขึ้น แม้พงศาวดารของ ญวน ยังจารึกความข้อนี้ไว้ ต้องเข้าใจว่า คงไม่ใช่ครั้งเดียวและไม่ใช่การเล็กน้อย ที่กรมการหัวเมืองของประเทศญวนทำการรังควานเรือค้าขายของไทย ในทำนองปล้นอย่างสลัด แต่ด้วยพระราชหฤทัยอันหลักแหลมและลึกซึ้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพยายามที่จะไม่ถือโทษ ทรงหาทางที่จะทำความ เข้าใจอันดีต่อกันมากกว่า เพราะไม่ต้องพระราชประสงค์ที่จะเป็นศัตรูกับญวนเลย จึงทรงพระกรุณาให้รับ องเชียงชุน ผู้เป็นอาของ องเชียงสือ มาชุบเลี้ยงจนได้เป็นที่พระยาราชาเศรษฐี ดังกล่าวแล้ว แต่ทางเมืองญวน อนำก๊ก จะคิดเห็นอย่างไรในข้อนี้ไม่ปรากฏเรื่องราว ครั้นเมื่อพวกเจ้าเมือง อนำก๊ก ถูกพวกราชวงศ์เล้ ตีแตกยับเยินลงมาทางใต้ กำลังต้านทานเหลือน้อยลงทุกที จึงคิดหากำลังทางเมืองเขมรโดยด่วน พยายามเข้าแซกแซงการเมืองเขมร จนเกิดกบฏขึ้นในเมืองเขมร พ.ศ. ๒๓๒๓ ทำให้เขมรย่อยยับลงไปมากมาย พวกกบฏปลงพระชนม์สมเด็จพระรามราชา กษัตริย์วีรราชแห่งเขมร พร้อมทั้งราชบุตรที่ยังทรงพระเยาว์วอดวายหมด ญวนเร่งส่งกำลังหนุนเขมรฝ่ายกบฏ และพยายามสูบหาประโยชน์จากเมืองเขมรอย่างเร่งร้อน เพื่อนำไปใช้สู้รบกับราชวงศ์เล้ ในระยะใกล้ ๆ กันนี้ ยังหาโอกาสส่งคนสนิทเข้ามาติดต่อกับพระยาราชาเศรษฐี (องเชียงชุน) ในกรุงธนบุรีอีก จนทางราชการของไทยจับได้ สืบสวนได้ความว่าพระยาราชาเศรษฐี (องเชียงชุน) กับพวกเป็นกบฏแน่ จึงต้องรีบจัดการปราบทันที และเพื่อมิให้ญวนลุกลามเข้ามายึดเมืองเขมรเป็นที่มั่น จึงโปรดให้กองทัพไทยออกไปจัดการเมืองเขมร แล้วให้เดินทางไปรับมือกับญวนให้เด็ดขาดลงไปทีเดียว สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระมหาอุปราช องค์รัชทายาทแห่งพระราชวงศ์กู้ชาติ เป็นแม่ทัพใหญ่ เจ้าพระยาจักรี (ด้วง) เจ้าพระยานครสวรรค์ เจ้าพระยาสรศรี(บุญมา น้องชายเจ้าพระยาจักรี ด้วง) และพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ เหล่านี้เป็นแม่ทัพรอง ๆ ลงมา

----- จบตอนที่ ๐๗ -----

The Last year of KINGTAKSINTHEGREAT (08)

ปีสุดท้าย ของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (๐๘)
-- ปรีดา ศรีชลาลัย –

โปรดให้กองทัพไทยออกไปในเดือนยี่ ปีฉลู พ.ศ. ๒๓๒๔ คือหลังจากปราบกบฏญวนในพระนครแล้วครึ่งเดือนเท่านั้น ถ้ากองทัพไทยออกไปทำการตามพระราชโองการของพระผู้กู้ชาติคราวนี้เป็นผลสำเร็จ เมืองเขมรก็คงสำเร็จเรียบร้อยและมั่นคง ดินแดนญวนใต้ต่อจากเขมรออกไป ซึ่งแต่ก่อนไทยเคยอยู่มาแล้ว ก็คงจะกลับเข้ามาอยู่ในความคุ้มครองของไทยตามเดิม ตัดความก้าวร้าวของญวนครั้งนั้นลงได้เด็ดขาด ด้านตะวันออกของไทยจะปลอดภัยดีที่สุด เมื่อเช่นนั้นก็ยังจะเหลือแต่งานด้านตะวันตก โดยเฉพาะ ซึ่งอาจทำได้ง่ายและเร็วขึ้น งานด้านตะวันตกที่ว่านี้ก็คือการไปรับพวกพี่น้องชาวไทยที่เมืองพม่า ซึ่งเขาเหล่านั้นถูกกวาดต้อนไปครั้งกรุงเก่าแตก แต่เรื่องผิดคาดหมด เพราะกองทัพไทยที่ยกออกไปครั้งนั้นทำงานต่างกัน แม่ทัพใหญ่พยายามจะรุดหน้าไปตามพระราชโองการของพระผู้กู้ชาติ ฝ่ายแม่ทัพรองบางนายหาทางยับยั้งเสีย เพื่อหน่วงคอยฟังเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรี เวลานั้นญวนได้ส่งกองทหารเข้าไปช่วยอยู่ในเมืองเขมรบ้าง แต่ไม่มากนัก ว่ากัน ตามส่วนกำลังที่ทั้งสองฝ่ายมี และจะต้องสู้กันอย่างแตกหัก อย่างไรเสียก็ควรจะหวังได้ว่ากองทัพไทยต้องทำงานได้ผลดีเป็นแน่ หากงานที่ทำนั้นไม่มีเรื่องอื่นเข้าแทรกแทรง ฝ่ายญวนอ่อนเต็มทีแล้ว ย่อมจะต้องการหย่าศึกกับไทยมากกว่า เพราะญวนมีภาระจะต้องสู้รบกับพวกราชวงศ์เล้ ซึ่งกำลังตีรุกลงมาจากทางเหนืออย่างรุนแรง ถ้าขืนรบกับไทยเข้าอีก จะถูกตีกระหนาบสองหน้า อาจถึงเหลวแหลกหมดทางตั้งตัว เพราะฉะนั้นเพื่อหาทางดีกับไทย แม่ทัพญวน ชื่อ เหงวียงหึวถว่าย (เป็นพี่เขยขององเชียงสือ) จึงลอบแต่งทูตมาทาบทามทางแม่ทัพรองฝ่ายไทย โชคดีของญวน เป็นอันสมประสงค์ของแม่ทัพญวน โดยง่ายดาย เพราะว่า แม่ทัพรอง ฝ่ายไทยก็ต้องการจะให้กองทัพญวนและเขมรร่วมมือในทางลับอยู่เหมือนกัน (ดูพงศาวดารญวน ฉบับนายหยงทหารปืนใหญ่ แปล เล่ม ๒ หน้า ๓๗๘ เป็นต้น) และท่านแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ยินดีจะช่วยกำลังแก่ญวนตามสมควรในโอกาสต่อไป เมื่อทำงานลับเสร็จสมหมายแล้ว แม่ทัพญวนกับแม่ทัพรองฝ่ายไทยได้ลอบทำสัญญาลับทางทหารต่อกัน ฝ่ายแม่ทัพญวนหักกระบี่และคันธงออกเป็น ๒ ท่อน แล้วแบ่งให้ไว้ฝ่ายละครึ่งตามธรรมเนียม เพื่อเป็นเครื่องหมายในการทำสัญญา (ดูพงศาวดารญวน เล่ม ๒ หน้า ๓๘๒) ต่อจากนั้น แม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ให้ วนล้อมกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราช เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และทัพพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ ไว้อย่างแน่นหนา ตรึงทัพทั้งสองมิให้เคลื่อนที่ได้ ส่วนตนรีบเดินทัพย้อนกลับมากรุงธนบุรีโดยด่วน ฝ่ายการในกรุงธนบุรี มีผู้ยุยงชาวกรุงเก่าให้เกิดเข้าใจผิดในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และชักชวนทำการกบฏย่อย ๆ ขึ้น ผู้ยุยงตัวสำคัญซึ่งแอบขึ้นไปตั้งทำการยุที่กรุงเก่า มี ๓ คน คือ

นายบุนนาค ๑

หลวงสุระ ๑

หลวงชะนะ ๑

รวบรวมผู้คนตั้งเป็นกองรบเข้ารุมทำร้ายผู้รักษากรุงเก่า แล้วเดินทางมายังกรุงธนบุรีในเดือน ๔ แรม ๑๑ ค่ำ ถึงกรุงธนบุรีในตอนดึก ก็เริ่มยิงพระนครทันที ยังมีพวกกบฏแอบแฝงส้องสุมอยู่ในกรุงธนบุรีอีก มีหลวงสรวิชิต (หน) เป็นต้น ก็ก่อการจลาจลขึ้นรับกับพวกกบฏที่ยกมาจากกรุงเก่า ความทราบถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในทันทีนั้นเองเสด็จตื่นบรรทมออกบัญชาการต่อสู้อย่างเข้มแข็ง เพราะยังไม่ทรงทราบว่าเป็นข้าศึกต่างเมืองยกมา หรือเป็นแต่คนทรยศชาติไทยคิดก่อการกบฏขึ้น จวนรุ่งสว่างทหารหลวงยิงเรือพวกกบฏล่ม และกองเรือฝ่ายกบฏเริ่มถอยแล้ว ครั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทอดพระเนตรเห็นพวกกบฏล้วนเป็นคนไทยทั้งนั้น ก็สลดสังเวชพระราชหฤทัยมาก เวลาบ้านเมืองเป็นอันตรายเสียแก่พม่าข้าศึก หามีคนกล้าหาญสะสมกำลังยกมาต่อสู้พม่าไม่ พระองค์สู้พลีพระชนม์ชีพเข้ามาต่อสู้พม่า จนปราบปรามลงราบคาบ กู้ชาติไทยกลับเป็นอิสระ ให้ไทยมีชาติพ้นจากความเป็นทาสพม่า ทรงพยายามทุกทางที่จะให้ไทยเจริญอย่างรวดเร็ว ให้ไทยทุกคนได้ทำมาหากินเป็นสุขสมบูรณ์ ไม่ให้ศัตรูดูหมิ่น ไม่ให้ต่างชาติเหยียดหยามไทย แม้จะต้องเหนื่อยหนักเท่าไร พระองค์มิได้ทรงยอมท้อถอย ทั้งไม่เคยมีพระราชจริยานุวัตรเป็นผลร้ายแก่ประเทศชาติ อุตส่าห์ก่อกู้และสร้างชาติไทยจนเป็นปึกแผ่นสำหรับดำรงความเป็นไทยให้มั่นคง และขยับขยายประเทศชาติให้ไพศาลต่อไป ซึ่งพี่น้องชาวไทยผู้รักชาติควรจะปลื้มใจที่สุด แต่ไฉน จึงมีชาวไทยบางหมู่คิดกบฏต่อพระองค์ เพราะเขาได้รับความเดือดร้อนอย่างไรหรือ หรือว่าเพราะเขาต้องการความเป็นใหญ่เป็นโตครอบงำชาติไทยต่างหาก

----- จบตอนที่ ๐๘ -----

The Last year of KINGTAKSINTHEGREAT – 09

ปีสุดท้าย ของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (๐๙)
-- ปรีดา ศรีชลาลัย –

อย่างไรก็ตาม ถ้าเพียงที่พวกกบฏมีความมุ่งหมายจะทำลายพระองค์เสีย แต่บ้านเมืองและประเทศชาติยังคงอยู่ตามเดิม พระองค์ก็พร้อมที่จะให้การเป็นไปโดยไม่ขัดข้อง แต่ต้องเป็นไปโดยทางสงบ ไม่ทำให้ประชาราษฎรเดือดร้อน ระส่ำระสาย เพราะชีวิตของพระองค์ขึ้นอยู่แก่ความสุขสมบูรณ์ของประชาราษฎรเป็นสำคัญ เมื่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ชาวไทยแล้ว การประหารชีวิตของพระองค์ไม่เป็นของประหลาดสำหรับพระองค์เลย เป็นหน้าที่ของชาติไทยเองที่จะต้องรับรู้ในเรื่องนี้ตลอดไป ข้อนี้ เรายังนึกถึงพระราชดำรัสครั้งต้นแผ่นดิน (ดูประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๖ หน้า ๑๙) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ตรัสต่อหน้าพระสงฆ์และข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยเป็นอันมาก

ที่เมืองพุทไธมาศ เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ วันพุธ เดือนอ้าย ขึ้น ๕ ค่ำ ปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๑๔ พระราชดำรัสนั้นเท่ากับพระราชปฏิญญาทรงตั้งสัตยาธิษฐานให้ประจักษ์ไว้ว่าดังนี้

"เป็นความสัตย์แก่ข้า ข้าทำความเพียรมิได้คิดแก่กายและชีวิต

ทั้งนี้จะปรารถนาสมบัติพัสถานอันใดหามิได้

ปรารถนาแต่จะให้สมณะชีพราหมณ์สัตว์โลกเป็นสุข

อย่าให้เบียดเบียนกัน ให้ตั้งอยู่ในธรรมปฏิบัติ

เพื่อที่จะป็นปัจจัยแก่โพธิญาณสิ่งเดียว

ถ้าแลผู้ใดอาจสามารถจะอยู่ในราชสมบัติ

ให้สมณพราหมณ์ประชาราษฎรเป็นสุขได้

จะยกสมบัติทั้งนี้ให้แก่บุคคลผู้นั้น

แล้วข้าจะไปสร้างสมณธรรมแต่ผู้เดียว

ถ้ามิฉะนั้นจะปรารถนาศีร์ษะและหทัย

วัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็จะให้แก่ผู้นั้น"

นี่คือพระราชดำรัสที่หนักแน่น เป็นเหมือนพรหมประกาศิตที่จารึกอยู่ในดวงใจของชาวไทยผู้กตัญญูทั้งหลาย อย่างไม่มีวันลบเลือน เมื่อถึงวาระสุดท้าย พระองค์ได้ทรงทำตามคำปฏิญญาจริงทุกอย่าง ในระหว่างทรงผนวช มิใช่หมดโอกาสปราบกบฏ แต่เป็นวิสัยพระมหากษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ ทรงพยายามแต่จะให้การเป็นไปโดยสงบ ทุกทาง ซึ่งผู้ที่ใช้ความไตร่ตรองสักหน่อย ก็จะมองเห็นพระราชหฤทัยอันเต็มด้วยพระมหากรุณาอย่างสุดซึ้ง

ในชั้นต้น พวกกบฏขอให้พระสงฆ์เข้าไปถวายพระพร ทูลขอให้พระองค์เสด็จออกทรงผนวช เพื่อสะเดาะพระเคราะห์เมืองสัก ๓ เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงรับคำทูล โปรดให้ข้าราชการผู้ใหญ่ ปรึกษาดูตามความสมควร เวลานั้น

ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีพระยาสรรคบุรี (บรรพบุรุษแห่งสกุลแพ่งสภา)

พระยารามัญวงศ์ (มะซอน บรรพบุรุษแห่งสกุลศรีเพ็ญ)

เป็นต้น ล้วนแต่ซื่อสัตย์จงรักภักดีในพระองค์อย่างยิ่งยวด ข้าราชการเหล่านั้นคงจะได้คำนึงถึงกำลังส่วนใหญ่ที่ต้องส่งออกไปภาคตะวันออก จะทำผลีผลามลงไปในขณะนี้ ฉวยว่ามีการผันแปรต่างประเทศด้านอื่นเกิดขึ้นแทรกแซง จะเรียกกำลังจากภาคตะวันออกกลับมาไม่ทันท่วงที อีกประการหนึ่งพวกราษฎรก็ถูกปลุกปั่นให้เข้าใจผิด ความเข้าใจผิดอาจลุกลามไปมาก ในเมื่อไม่รีบหาทางแก้ไข เสียแต่ในชั้นต้น ฉะนั้นควรจะมีทางมองเห็นทางเดียวที่ควรกระทำก่อน คือขอให้ทรงยอมตามความประสงค์ ดังที่พวกกบฏขอให้พระสงฆ์ทูลแล้วนั้น

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไม่ทรงขัดข้องอย่างใด ตกลงเสด็จออกทรงผนวช วันอาทิตย์ เดือน ๔ แรม ๑๒ ค่ำ ที่วัดแจ้ง อันเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง (เช่นเดียวกับวัดพระแก้วมรกตในวังหลวงทุกวันนี้) ในการเสด็จออก ทรงผนวชนี้ ความจริงหาขาดจากพระราชตำแหน่งไม่ เพราะมีกำหนดแน่นอน ว่าจะเสด็จนิวัติกลับสู่ราชบัลลังก์ ภายหลังเมื่อทรงผนวชแล้ว ๓ เดือน ส่วนราชการบ้านเมืองก็มีข้าหลวงรักษาพระนครตามธรรมเนียม (เหมือนคราวเสด็จออกทรงผนวชในรัชกาลที่ ๕)

เหตุไฉนพวกกบฏจึงขอให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จออกทรงผนวช ทำไมจึงไม่บุกบั่นเข้าถึงพระองค์ แล้วจับสำเร็จโทษเสียเล่า

ข้อนี้คงเป็นเพราะกำลังของพวกกบฏยังไม่พอจะทำได้เช่นนั้นประการหนึ่ง หรือบางทีอีกประการหนึ่งคงเป็นเพราะ ราษฎรไม่ต้องการเช่นนั้น แม้ว่าเหล่าราษฎรที่ถูกหลอกให้เข้ากองทัพมาทำการกบฏ ก็คงจะไม่ลืมพระคุณ ถึงกับคิดฆ่าพระองค์ทีเดียว ขอเพียงให้พระองค์ทรงผนวชชั่วคราวเท่านั้นก็พอแล้ว หากพวกกบฏแท้ ๆ จะคิดหักหาญเกินไป ความลับจะแดงขึ้นถึงต้องปะทะกับราษฎรอีกก็เป็นได้ จึงจำใจขอเพียงให้ทรงผนวช ๓ เดือน เพื่อให้ถูกใจราษฎรที่หลงเชื่อคำปลุกปั่นพลาง ๆ เมื่อราษฎรกลับคืนบ้านเรือนของตนๆหมดแล้ว เรื่องต่อไป คิดอ่านภายหลังก็คงได้ เพราะผนวชแล้วจะเชือดเนื้อเถือหนังอย่างไร เมื่อไม่เกรงบาปในการทำลายพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนา ก็ย่อมจะทำได้ง่าย ๆ แต่ความโหดร้ายจะติดแผ่นดินอยู่ไม่รู้สิ้น

----- จบตอนที่ ๐๙ -----

The Last year of KINGTAKSINTHEGREAT (10)

ปีสุดท้าย ของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (๑๐)
-- ปรีดา ศรีชลาลัย –

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงผนวชแล้ว ๑๒ วัน พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) หลานเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ซึ่งโปรดให้ออกไปเป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา ยกทัพมาจากนครราชสีมา โดยมิได้รับพระบรมราชานุญาต แต่ในพงศาวดารว่าเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ให้รีบยกเข้ามาฟังเหตุการณ์ในกรุงก่อน (ดูพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๓) พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ยกทัพเข้ามาตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลบ้านปูน ตอนเหนือพระราชวังหลวง พงศาวดารได้เสริมความตอนนี้ให้รุนแรงขึ้นไปอีกว่า พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) กับพระยาสรรค์ปรึกษากันให้สึกสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชออกจากพระภิกษุแล้วพันธนาการไว้ด้วย เครื่องสังขลิกพันธ์ (คือโซ่ตรวน) แต่ข้อนี้ ไม่อาจจะเป็นไปได้ เพราะจดหมายเหตุความทรงจำยืนยันว่า จนถึงเวลาที่พระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงคราม ยกกองไปปราบกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) นั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยังทรงผนวชอยู่ตามเดิม ทั้งพระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ (ด้วง) ทรงชำระเรียบเรียง พิมพ์เป็นประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๕ ก็รับรองว่า ขณะที่เจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ยกทัพรีบรุดเข้ามาถึงกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยัง ทรงเพศเป็นพระภิกษุอยู่ เป็นอัน ฟังได้ว่า ในตอนนี้ยังไม่ถูกจับสึก และ พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) คงไม่กล้าพอที่จะหักหาญจับพระผู้กู้ชาติสึกง่าย ๆ

แต่การมาของ พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ในลักษณะเช่นนี้ คงทำให้พวกข้าหลวงรักษาพระนครคิดไปในทางแง่ร้าย เพราะพวกกบฏมี นายบุนนาค หลวงสุระ เป็นต้น เข้าสมทบกับ พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) การบริหารราชการจึงยากที่จะเป็นไปตามปกติ ความไม่สงบก็พลันที่จะเกิดขึ้นทั่ว ๆ ไป พวกพลอยผะสมผะสานก็เทไปเทมา ตามที่เห็นว่าจะได้ประโยชน์แก่ตัวในขณะนั้น พวกเหล่านี้ไม่มีเวลาคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศบ้านเมืองเลย ลางแห่งความระส่ำระสายปรากฏขึ้นเฉพาะหน้าแล้ว ก็จำเป็นที่ข้าหลวงรักษาพระนครจะต้องรีบจัดการตัดต้นเหตุเสียโดยเร็ว ปรึกษาตกลงกัน ขอให้ พระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงคราม ทรงดำเนินงานตามที่เห็นสมควรต่อไป

กรมขุนอนุรักษ์สงครามจึงระดมกำลังเท่าที่จะหาได้ในเวลานั้น รีบยกไปตีกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ที่ตำบลบ้านปูน ณ วันอังคาร ที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ เป็นเวลาภายหลังที่พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) เดินทัพเข้ามาในกรุง และตั้งมั่นอยู่ ๑๑ วัน แต่กำลังของกรมขุนอนุรักษ์สงครามน้อยนัก เป็นธรรมดาน้ำน้อยต้องแพ้ไฟ กรมขุนอนุรักษ์สงครามจึงไม่สามารถตีทำลายกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ลงได้ตามความประสงค์ ต้องล่าถอยไปทางวัดยาง ในที่สุดถูกพวกพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) จับได้ พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) จึงขยายวงค่ายแผ่กว้างออกมา จนใกล้พระราชวังหลวงนี่เป็นข้อประจักษ์ชัดแล้วว่า พวกชาวกรุงเก่าถูกหลอกให้เฮโลเข้ามาทำการกบฏต่อพระผู้กู้ชาติของตนเอง แต่ผลแห่งการกบฏ นั้น พวกราษฎรคงนึกไม่ถึงว่าจะเป็นเหตุให้พระผู้กู้ชาติของตนต้องถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา (และเขาได้สำนึกดีต่อเมื่อคราวถวายพระเพลิงพระบรมศพในปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๒๗ โดยร้องไห้บูชาพระคุณอย่างน่าสังเวช) ในขณะที่จะเกิดรบกัน ระหว่างกรมขุนอนุรักษ์สงคราม กับกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) นั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงทราบล่วงหน้าแล้ว มีพระราชดำรัสห้ามมิให้ต่อรบกัน เพราะทรงต้องการความสงบแก่บ้านเมืองเป็นสำคัญ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลง ก็ควรเปลี่ยนในลักษณะที่สงบ เพราะเป็นไทยด้วยกันทั้งนั้น ไม่ใช่ข้าศึกต่างเมืองมาแต่ไหน และพระองค์เอง ก็คือ พระผู้กู้ชาติให้ไทยกลับฟื้น ไม่ใช่ยักษ์มารหรือคนทรยศชาติอย่างใดอย่างหนึ่งเลย พระองค์โปรดให้เลือกดำเนินในทางสงบ ก็เพื่อมิให้ราษฎรต้องพลอยเสียเลือดเนื้อสงวนเลือดเนื้อไว้ใช้เพื่อชาติดีกว่า แต่พระราชปรารภสันติภาพ เพื่อสันติสุขแก่ชาติไทยเช่นนี้ สำหรับสมัยนั้นต้องนับว่าสูงเกินไปมิใช่หรือ ใครเล่าจะเข้าใจถึงพระราชประสงค์อันแท้จริง

เมื่อกรมขุนอนุรักษ์สงครามถูกจับแล้ว ๓ วัน พอเช้าวันที่ ๖ เมษายน เจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ก็รีบเดินกองทัพใหญ่มาถึงพระนคร แต่ก่อนจะมานั้นได้ให้กองทัพญวนและเขมรช่วยล้อมกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราช เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ไว้ (ดูพงศาวดารญวน ฉบับนายหยง แปล เล่ม ๒ หน้า ๓๘๒ และประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๕ หน้า ๙๕ จึงจะเข้าใจความตอนนี้ได้กระจ่าง) ในวันที่กองทัพเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) เข้ามาถึงนั้นเอง ได้มีการสอบถามความเห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก ว่าเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แล้วจะควรทำอย่างไรต่อไป

----- จบตอนที่ ๑๐ -----

The Last year of KINGTAKSINTHEGREAT (11)

ปีสุดท้าย ของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (๑๑)
-- ปรีดา ศรีชลาลัย –

บรรดาข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเชื่อในพระราชปรีชาสามารถของพระองค์ ก็ยืนคำว่าควรไปกราบทูลอัญเชิญเสด็จ ขอให้ทรงลาผนวชออกมาครองราชสมบัติ บริหารการแผ่นดินโดยด่วน ในเรื่องนี้ได้ความตามคำบอกเล่าจากเจ้านายบางองค์ในราชวงศ์จักรีว่า ข้าราชการพวกที่กล้าพูดเช่นนั้น เพราะเป็นคนรักความจริงอย่างเด็ดเดี่ยว คนเหล่านั้นทราบดีว่า ถ้าพูดก็ต้องตาย แต่ไม่กลัวตายจึงกล้าพูด ในที่สุดก็ถูกคุมตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ถูกปลงพระชนม์ ในวันนั้นเอง ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวช จนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น ๒๘ วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ)

บรรดาศพ ข้าราชการ ที่จงรักภักดีในพระองค์ มี

เจ้าพระยานครราชสีมา (บุญคง ต้นสกุลกาญจนาคม)

พระยาสรรค์ (บรรพบุรุษสกุลแพ่งสภา)

พระยารามัญวงศ์ (ต้นสกุลศรีเพ็ญ)

พระยาพิชัยดาบหัก (ทองดี ต้นสกุลวิชัยขัทคะ และพิชัยกุล)

เป็นต้น จำนวนมากกว่า ๕๐ นาย ก็ถูกฝังเรียงรายใกล้พระศพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น

ต่อจากนี้เจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขไทย เริ่มการสร้างพระราชวังใหม่ที่ฟากตะวันออก ตรงที่ตั้งค่ายมั่นทหารบกของกรุงธนบุรี ริมฉางหลวง ฝ่ายพระราชวงศ์กู้ชาติที่ยังเหลือ ถ้าเป็นเจ้าชายชั้นทรงพระเจริญวัยก็ถูกจับปลงพระชนม์หมด เอาไว้แต่ที่ทรงพระเยาว์ และ เจ้าหญิง ถอดพระยศออกแล้วเรียกว่าหม่อม เหมือนกันทุกพระองค์ แม้จนกระทั่งสมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระน้านาง เป็นการถอดอย่างที่ไม่เคยมีมา แต่กระนั้นพระราชวงศ์กู้ชาติยังคงสืบสายไม่ขาดมาจนถึงทุกวันนี้ (ดูหนังสือไทยต้องจำ และลำดับสกุลเก่า ภาค ๔ ของกรมศิลปากร พิมพ์ครั้งที่ ๒)

ฝ่ายเจ้าพระยาอินทวงศา อัครมหาเสนาธิบดีฝ่ายกลาโหม ขณะนั้นตั้งวังปราบบัญชาการทัพอยู่ที่ปากพระ ใกล้เมืองถลาง ทราบว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกปลงพระชนม์แล้ว ท่านก็ฆ่าตัว ตายตามเสด็จเพราะไม่ยอมเป็นข้าคนอื่น แต่ก็ไม่ปรารถนาหาอำนาจแก่ตัว ในท่ามกลางความเดือดร้อนของพี่น้องชาวไทย เมื่อข่าวการปลงพระชนม์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแพร่ออกไปแล้ว เมืองตะนาวศรีและเมืองมะริดอันเป็นเมืองสำคัญทางภาคตะวันตก ก็หลุดลอยไปจากไทย ตกอยู่แก่พม่าในปีนั้นเอง ส่วนความเกี่ยวข้องกับญวนตามสัญญาลับ ไทยต้องช่วยญวนต่อรบกับพวกราชวงศ์เล้ (ที่เรียกไตเซิง) ๒ ครั้ง และช่วยอาวุธยุทธภัณฑ์อีกนับไม่ถ้วน ผลสุดท้ายเมื่อญวนกลับตั้งราชวงศ์องเชียงสือสำเร็จ มีอำนาจใหญ่โตขึ้น ไทยต้องเสียเมืองพุทไธมาศแก่ญวนอย่างน่าอับอาย และเสียประโยชน์อีกมากต่อมาก (ดูพงศาวดาร ฉบับนายหยง แปล เล่ม ๒ หน้า ๓๙๔, ๔๑๙ และไทยต้องจำ พิมพ์ครั้งที่ ๒ หน้า ๑๑๓) เรื่องนี้ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ขอยกไว้ไม่ต้องกล่าว ลองหันไปตรวจดูปีสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชอีกครั้งหนึ่ง จะเห็นได้ว่า เป็นปีที่เต็มไปด้วยพระคุณ เป็นปีที่ไทยจะเกรียงไกรยิ่งขึ้น แต่โชคยังไม่อำนวยให้แก่แผ่นดินไทย เพราะฉะนั้น พอปลงพระชนม์พระองค์ท่านไม่นานนัก ก็ต้องเสียเมืองสำคัญ เสียชีวิตแม่ทัพนายกอง เสียความเข้มแข็ง เสียมาตามลำดับกาลเวลา กว่าโชคจะกลับอำนวย ความรุ่งเรืองก็เริ่มขึ้นใหม่ ดังที่เริ่มอยู่ในบัดนี้.

----- อวสานต์ -----

วาระสุดท้ายของพระเจ้าตาก - วาระเริ่มต้นรัชกาลที่ 1 ( เกล็ด )

" ( รัชกาลที่ 1 ) จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย เพชฌฆาตกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ (โซ่ตรวน) เจ้าตากสินจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้น ( รัชกาลที่ 1 )ได้ทอดพระเนตร จึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คมแลเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ ก็ประหารชีวิตตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝัง ณ วัดบางยี่เรือใต้"

คัดจากหนังสือ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี หน้า 575 ผู้เขียน ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์

Create Date : 14 กรกฎาคม 2550
Last Update : 15 สิงหาคม 2550 3:33:06 น. 0 comments
Counter : 696 Pageviews.

your code here

your code here

your code here

your code here