story

10 มีนาคม 2553
ปรัชญาหน้ากระจกรถ 

ปรัชญาหน้ากระจกรถ
จากรวมเรื่องสั้นชุด หนึ่งวันเดียวกัน (life in a day)


Posted by : chidlomrac
เวลา : 12:59
จำนวนผู้อ่าน : 96 คน
Url เรื่องนี้คือ : http://learning.eduzones.com/racchidlom/45213
 

 

ผมขับรถผ่านสี่แยกนั้นทุกวัน ทุกครั้งที่รถจอดรอสัญญาณไฟเขียว ผมคิดถึงงานของผม

 ผมคิดไม่ออกว่าจะขายสินค้าที่ผมรับผิดชอบอย่างไร บอกตรง ๆ สินค้าในสต็อคตัวที่ผมต้องขายนี้เป็นข้าวพันธุ์ที่มีเม็ดไม่สวย และมีสารฆ่าแมลงเจือปน ไม่น่าเชื่อว่าเป็นข้าวไทย มันดูเหมือนข้าวที่ปลูกกลางทะเลทรายสะฮารามากกว่า 
ผมบอกเจ้านาย "หาจุดขายไม่เจอเลย ไม่ได้คุณภาพ ไม่มีอะไรที่ดีกว่าสินค้าคู่แข่งเลยสักจุดเดียว" 

เจ้านายกล่าวเพียงว่า "ผมไม่สนใจ คุณต้องขายมันให้ได้ มิฉะนั้น..."
คำว่า 'มิฉะนั้น' ของเขาอาจหมายถึงการหางานใหม่ของผม แม้ว่าผมทำงานดีมากี่ครั้งแล้วก็ตาม ไม่มีใครจดจำความดีหลายครั้งของคุณได้เท่ากับความล้มเหลวเพียงครั้งเดียว นี่เป็นสัจธรรมในโลกของผม

ความคิดผมสะดุดลงเมื่อเห็นเด็กชายวัยไม่น่าจะเกินหกเจ็ดขวบถือแปรงฟองน้ำกับถังพลาสติคใบเล็กตรงมาหาผม เสื้อผ้ามอมแมมพอกับใบหน้า ผมโบกมือไล่ เด็กคนนั้นยกมือไหว้ และยืนริมหน้าต่างรถนิ่ง ผมนิ่ง เขาก็นิ่งราวกับกำลังทดสอบความอดทน 

ผมเกลียดเด็กพวกนี้ คุณก็รู้มีเด็กแบบนี้เกือบทุกสี่แยก ผมเชื่อว่าคุณก็คงจะเคยมีประสบการณ์กับเด็กพวกนี้สักครั้งหรือสองครั้ง เปล่า! ผมไม่ได้ต่อต้านเด็กที่มารบเร้าขอเช็ดกระจกรถของผม บางทีก็ยัดเยียดขายพวงมาลัย บางครั้งก็ขายหนังสือพิมพ์ หรือผ้าสีขาว ผมเชื่อว่าน่าจะมีเด็กแบบนี้ตามสี่แยกสักหลายพันคนในกรุงเทพฯเป็นแน่ ปัญหาของผมคือทำอย่างไรไม่ให้เด็กทำให้กระจกรถของผมสกปรกไปกว่าเดิม รถของผมยังใหม่ 

  ครั้งหนึ่งผมตวาดไล่เด็กไปด้วยโทสะเมื่อเขาเช็ดรถของผมด้วยผ้าเก่าเขรอะ 
ผมไขกระจกรถลงมาหยิบเหรียญบาทยื่นให้เขาหนึ่งเหรียญ เขารับเหรียญนั้นไปแล้วยังยืนมองหน้าผมนิ่ง ผมเลิกคิ้วถาม "ไง? ไม่พอหรือ?" 

เด็กว่า "น้า ขอซักสิบบาทเถอะ" 

  ไฟจราจรกำลังเปลี่ยนเป็นสีเขียว ผมหยิบเหรียญสิบบาทชูขึ้นให้เขาเห็น ยิ้ม และปล่อยเหรียญนั้นตกลงพื้นถนนขณะที่เคลื่อนรถของผมออกไป ผมได้ยินเสียงเบรคจากรถที่ตามมา ได้ยินเสียงกระแทกกันดังโครม แต่ผมไม่ได้หันกลับไปมอง






ผมขับรถผ่านสี่แยกนั้นในวันต่อมา งานอยู่ในหัวขณะที่รถติดเป็นแถวยาว ยังคิดหาวิธีขายข้าวพันธุ์ 'สะฮารา' ของผมไม่ได้

เด็กหญิงวัยสิบกว่าขวบคนหนึ่งหน้าตามอมแมมสวมหมวกแก๊ปสีเขียวเดินมาหา ผมทำสัญญาณว่าไม่ต้องการให้เธอเช็ดกระจกรถของผม เธอไม่สนใจ อีกครั้งผมเลื่อนกระจกรถลง ยื่นเหรียญบาทให้เด็ก บอกว่า "เอานี่ไป แล้วไม่ต้องเช็ด"

"น้าขอหนูสักสิบยี่สิบบาทเถอะ กำลังเดือดร้อน"

"เป็นเด็กเป็นเล็ก เดือดร้อนอะไรกันนักหนา"

เด็กหญิงบอก "น้องหนูถูกรถชนเมื่อวาน โคม่าอยู่ที่โรงพยาบาล"
ผมสะดุ้ง นึกถึงเด็กชายที่ผมแกล้งเมื่อวาน ผมยุ่งกับงานจนลืมเรื่องนี้ไปสนิท "ถูกรถชนที่ไหน?"
"ที่สี่แยกนี้แหละน้า"
"ใครชน?"
"รถคันนึง เบรคไม่ทัน แดงก้มลงเก็บตังค์บนพื้น เลยถูกชน"
ผมควักธนบัตรหนึ่งร้อยบาทให้เด็กหญิง แล่นรถออกไป ในใจเต็มไปด้วยความคิดต่าง ๆ 

ผมนอนไม่หลับทั้งคืน ไม่อยากเชื่อว่าเด็กชายคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัสเพราะเงินสิบบาท ที่สำคัญคือผมเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์นี้อย่างเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้ 

วันต่อมาผมขับรถผ่านไปที่แยกนั้นอีก แต่ไม่พบเด็กหญิงที่แจ้งข่าวคนนั้น ผ่านไปอีกสองวัน ผมถามเด็กหญิงคนนั้น "น้องชายเธอเป็นยังไงแล้ว?"
"แดงตายแล้วค่ะน้า เพิ่งเผาเมื่อวานนี้เอง"
ใจผมสั่นหวิว ควักธนบัตรสองพันบาทยื่นให้เด็กหญิง "เอาไปเป็นเงินทำบุญให้น้องเถอะ"

ผมนอนไม่ หลับอีกหลายคืน ไม่เคยรู้สึกแย่อย่างนี้มาก่อน ความผิดของผมแท้ๆ หลายวันต่อมาผมไม่พบเด็กหญิงคนนั้นอีกเลย สอบถามจากเด็กคนอื่น ก็ไม่มีใครทราบ เด็กชายคนหนึ่งชี้มือไปที่ซอยเล็กริมถนน บอก 

"บ้านเขาอยู่ในซอยนั่นแหละน้า อยู่สุดซอย บ้านหลังคาสังกะสีทาสีเขียว" 

ผมตัดสินใจตามไปที่บ้านของเด็กหญิงคนนั้น ขณะที่เดินไปตามทางดินลูกรังในซอย ผมไม่อยากเชื่อว่าหลังตึกระฟ้ามีสลัมซ่อนอยู่

ผมหาบ้านหลังคาสังกะสีทาสี เขียวไม่ยาก ผมยืนหลบมุมที่หน้ากองโอ่งครู่หนึ่ง ขณะพยายามนึกหาคำพูดที่เหมาะสมเมื่อเจอเด็กหญิง พลันได้ยินเสียงเด็กหญิงคนนั้น 

"เอ้า กินซะ ไม่ได้กินอย่างนี้มานานเท่าไหร่แล้วนี่"

เสียงเด็กชายคนหนึ่งว่า "อร่อยจังเลยพี่" 

ผมชะโงกหน้าออกไปดูทันที เป็นเด็กชายแดงที่ 'ถูกรถชนตายไปแล้ว' คนนั้นนั่นเอง! คนตายคงไม่สามารถยิ้มและกินอาหารอย่างนี้!

เด็กสองคนนี้ไม่ได้ไปทำงานหลายวันเพราะเงินสองพันบาทของผม 
เด็กหญิงว่า "ขอบคุณน้าคนนั้นมากเลยที่ให้ค่าทำบุญมาตั้งเยอะ"

"พี่ไปขอบคุณเขาทำไม เขาแกล้งแดงรู้ไหม"

"แต่เขาก็คงรู้สึกแย่ ไม่งั้นไม่ให้เงินมาตั้งเยอะ"

"พี่เก่งนะที่คิดออกมาได้ ทำให้เขารู้สึกผิด แล้วยังได้เงินมาตั้งสองพัน"

ผมเดินถอยกลับออกมา หัวเราะหึ ๆ ในใจรู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก 
ผมน่าจะรู้ว่าเด็กพวกนี้มีสัญชาตญาณเอาตัวรอดสูงกว่าผมเสียอีก

ผมบอกที่ประชุมในวันต่อมา
  "มีทางเดียวที่จะขายข้าวของเราคือทำโฆษณาให้คนดูรู้สึกแย่ แบบ Emotional Blackmail น่ะครับ เสนอภาพชาวนาที่กำลังอดตาย ตายคาทุ่งเลย เอาแรง ๆ สื่อให้คนดูรู้ว่า ถ้าเขาไม่ซื้อข้าวของเรา ครอบครัวชาวนาที่มีเด็กเล็กเด็กน้อยอดตายแน่ ๆ"
ผมได้ยินเสียงปรบมือในห้องประชุม




ความเชื่อแบบไหนทำร้ายชีวิตคู่

มาดูกันว่า ความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับการแต่งงานแบบไหนบ้างที่อาจทำร้ายความรู้สึกคุณ

1.ความเชื่อ : การแต่งงานจะทำให้ความเหงาที่มีหายวับไปกับตา
ความจริง : มีคนที่แต่งงานแล้วมากมาย ยังคงนั่งเหงาหงอยอยู่ทั่วโลกนั่นแหละ

2.ความเชื่อ : การแต่งงานเติมเต็มชีวิตให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ความจริง : คำว่า “คู่” ประกอบไปด้วยกันและกัน ไม่ใช่หมายถึง การเติมเต็มกันและกัน เสมอไป

3.ความเชื่อ : ความโรแมนติคยังต้องคงอยู่เสมอ หากชั้นอยากมีชีวิตคู่ที่ดี
ความจริง : ในทุกความสัมพันธ์ มันต้องมีขึ้นมีลง จะมาหวานหยอดหยดกันทุกวันมัน เป็นไปไม่ได้ พี่เบิร์ดยังบอกเลยว่า ไม่มีรักไหนที่ดีทุกวัน... มันก็ต้องมีวันที่เมฆมาบังความหวานบ้างแหละ มันเป็นสิ่งที่เราต้องตระหนักไว้ว่าความรักมันก็เป็นแบบนี้แหละ

4.ความเชื่อ : การแต่งงานทำให้คนมีความสุข
ความจริง : จะไปคาดหวังให้คนรักของเราเป็นความสุขหนึ่งเดียวในชีวิตไม่ได้หรอกนะ เพราะความสุขของใคร มันก็ต้องเกิดจากข้างในของคนนั้น การแต่งงานสามารถทำให้เกิดความสุขได้น่ะจริง แต่ว่ามันเป็นที่มาของความสุขแห่งเดียวซะเมื่อไหร่ล่ะ

5.ความเชื่อ : ถ้าเรารักกันจริง เราจะไม่เจอปัญหาแต่อย่างใด
ความจริง : มันไม่ใช่แค่การเดินเข้าโบสถ์แล้วคุณจะมีชีวิตการแต่งงานที่ดี แต่เรายังต้องดูแลกันและกัน แก้ปัญหาไปด้วยกันอีกนานเท่านานนะจ๊ะ ให้รักกันจริงแท้แค่ไหน ปัญหามันก็ต้องมีเข้ามาแหละน่า แค่ช่วยกันแก้ไขเท่านั้นเอง

ท้ายที่สุดเพราะการแต่งงานมันเป็นเรื่องจริงที่เราเลือกเดิน จะให้มองกันแบบภาพในฝัน สุดท้ายมันก็มีแต่เรานั่นแหละที่จะเจ็บปวด เราเลยต้องรักแบบเข้าใจความเป็นจริงของความสัมพันธ์ จะไปคาดหวังให้เราเหนื่อย และเค้าหน่าย อยู่ตลอดเวลา ก็คงไม่ดีมั้ง



เจ้าหญิง [ วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน 2551 ]
รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...

รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...
อดข้าว ..อดน้ำ ..เพื่อเก็บเงิน..ไว้จ่ายค่าโทรศัพท์..ทั้งเดือน

รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...
บอกเลิกนัดกับ .."เพื่อน" แล้วไปเที่ยวกับ .." แฟน"

รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...
ซื้อของแพงๆให้ เงิน..ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า..รักจริง

รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...
ดูหนัง..ทุกเย็นวันศุกร์ นั่งสบตา..ที่แมคโดนัลด์..ทุกบ่ายวันเสาร์ โทรบอกว่า.."คิดถึง" ..ทุก 5 นาที..ตลอดเช้าวันอาทิตย์

รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...
พยายาม..ลงทุนมากมาย แลกเทปกันฟัง .. ตั้งโปรแกรมดูหนัง..สักเดือนละเรื่อง..ก็ได้ พากันไปกิน..เพื่ออิ่ม ..ไม่ใช่กิน..เพื่อให้ดูรวย

รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...
ถวายให้..ทั้งตัว อย่าไปกลัวว่า.. ถ้าไม่ยอมเปลืองตัว ..แล้วรัก..จะหมดไป เพราะ..ถ้าเขารักจริง ก็ควรให้เกียรติ ..ไม่ใช่จ้องจะ..เอาเปรียบ

รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...
เอาดวงชะตา..ไปให้หมอดูจ่ายเป็นร้อย เพียงแค่อยากรู้ว่า..เป็นเนื้อคู่กันหรือเปล่า

รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...
ตามติดแจ ผูกขาเขาไว้..กับขาเรา ผูกมือเขาไว้..กับมือเรา ทำไมต้องทำเหมือน..ขาดเขาไปแล้ว..เราจะตาย จำไว้ว่า.. คนทุกคน..มีหัวใจ..คนละดวง

รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...
เป็นเงา..ตลอดเวลา ไม่ต้องทุ่มเท..ทำเพื่อ " ความฝัน" ของเขา จนชีวิตตัวเอง..ว่างเปล่า หลงลืม.."ความฝัน" ..ของตัวเอง

รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง..
มีเวลาเท่าไหร่..ก็ให้ทั้งหมด จนไม่เหลือเวลา..สำหรับทำ "สิ่งดีดี" ..ให้ครอบครัว ไม่เหลือเวลา..กลับบ้านเร็วๆ..ให้แม่ชื่นใจ หลับตา..ลืมตา..ก็เห็นแต่หน้า.. " แฟน"


ออม [ วันเสาร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 05:36 น. ]

เมื่อลูกเอาแม่ไปทิ้งกลางป่า

 

แม่ผู้แก่เฒ่าเดินไม่ได้คนหนึ่ง เป็นที่รำคาญใจของลูกชายเหลือเกิน

สมัยนั้นยังไม่มีสถานสงเคราะห์คนชรา จึงไม่รู้ว่าจะเอาแม่ไปฝากใครให้เลี้ยงแทน

จึงตัดสินใจแบกเอาไป ปล่อยป่าให้อยู่ตามยถากรรม.....

 

แม่ไม่วอนขอ ไม่ถาม ไม่ว่าอะไร ตั้งใจหักกิ่งไม้ตามทางเรื่อยไป

เข้าป่าลึก ไกลมากแล้ว ลูกชายวางแม่ลงบนโขดหินแล้วหันหลัง

เดินกลับทางเดิมไป ตอนนี้เองที่แม่ตะโกนตามหลังลูกชายไปว่า

 

"ลูกเอ๋ย เดินตามรอยกิ่งไม้ที่แม่หักไว้ให้นะ จะได้ไม่หลงทาง..."

 

 

สตางค์ [ วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน 2551 ]

From: tang_aum@hotmail.com
To: wassana@qfreight.co.th; wantanee@kingfisher.co.th; utcharawan@bangchak.co.th; taneeya@phatra.com; supha@astra.co.th; surasit@qfreight.co.th; sangsunj@bot.or.th; rapeepan_p@yahoo.com; noo_mam6@hotmail.com
Subject: FW: รัก ใครได้ขนาดนี้อ๊ะเป่า ??
Date: Sat, 16 Feb 2008 08:21:52 +0700






************************************



DO YOU lOVE SOMEONE THISMUCH?
รัก ใครได้ขนาดนี้อ๊ะเป่า ??

A girl and guy were speeding over 100 kmph on the road on a motorcycle...
ชายหญิงคู่ หนึ่งเร่งมอ`ไซค์กว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Girl: Slow down. Im scared.
ช้าๆหน่อยสิ ฉันกลัวนะ

Guy: No this is fun.
ไม่เอา สนุกดีออก

Girl: No its not. Please, its too scary!
< STRONG> ไม่เห็นตลกเลย ขอร้องล่ะ ฉันกลัวมากจริงๆ

Guy: Then tell me you love me.
งั้นบอกผมก่อนสิ ว่ารักผม

Girl: Fine, I love you. Slow down!
ก็ได้ ฉันรักคุณ ลดความเร็วลงสิ

Guy: Now give me a BIG hug.
แล้วก็กอดผมแน่นๆ ด้วย

Girl hugs him
และเธอก็กอดเขา

Guy: Can you take my helmet off & put it on yourself ? Its bugging me.
เอาหมวกกันน็อค ผมไปใส่สิ ผมรำคาญน่ะ

 **************************************

**************************************

************************************** 

In the paper the next day :( A motorcycle had crashed into a building because of brake failure.
วันต่อมา หนังสือพิมพ์ลงข่าว มอไซค์ชนตึก เนื่องจากเบรค แตก

Two people were on it, but only one had survived.
มีคน นั่งมอไซค์ 2 คน แต่ว่า รอดคนเดียว



************************************

The truth was that halfway down the road, the guy realized that his brakes broke, but he didn't want to let the girl know.
ความจริงคือ ทางสายนั้นเป็นครึ่งสายลาดลง ผู้ชายรู้ว่า เบรคเขา แตก แต่ก็ไม่อยากใฟ้แฟนสาวรู้

Instead, he had her say she loved him & amp; felt her hug him one last time, then had her wear his helmet so that she would live even though it meant that he would die.
แทน ที่จะบอกเธอ เขาให้เธอบอกรักและรู้สึกถึงอ้อมกอดเธอเป็นครั้งสุดท้าย แล้วให้ เธอ ใส่หมวกกันน็อคเพื่อเธอจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ถึงแม้เขาจะตายไปก็ ตาม

If there is anyone in life you love this much, please send this. Forward this to all your good friends on-line to show them that you care.
ถ้ามีใครในชีวิตรักคุณซะขนาดนี้ ส่งเมลล์นี่ไปเถอะ ฟอร์เวิร์ด ให้เพื่อนๆที่รัก เพื่อให้เขารู้ว่าคุณแคร์



********************************

NOW, make a wish about somth ing you would like to happen with you and someone whom you REALLY care about..........
OK, now if you send this to..
เอาล่ะ อธิษฐานซะ
โอเค ถ้าคุณ ส่ง...
1 person~ your wish will come true in 6-8 months
1 คน คำ อธิษฐาน จะเป็นจริงใน 6 - 8 เดือน

3 people~ your wish will come true in 4-6 months
3 คน คำ อธิษฐาน จะเป็นจริงใน 4-6 เดือน

5 people~ your wish will come true in 1-2 months
5 คน คำ อธิษฐาน จะเป็นจริงใน 1-2 เดือน

7 people~ your wish will come true in 2 weeks
7 คน คำ อธิษฐาน จะเป็นจริงใน 2 อาทิตย์

10 people~ your wish will come true in three days
10 คน คำอธิษฐาน จะเป็นจริงใน 3 วัน

14 people~ your wish will come true in the next 24 hours!
14 คน คำอธิษฐาน จะเป็นจริง ใน 24 ชั่วโมง





*************************************

ปล. ผมอธิษฐานแล้ว

"อย่าให้ที่อ่านเกิดกับใครเลย" จริงๆ

   titinune :X 

************************************* 

 

 คำดีๆ ความหมายดี เผื่อแผ่และอุทิศส่วนกุศลให้แก่กันและกัน







 ยิ้มเข้าไว้.....................titinune@yahoo.com

edit @ 26 May 2008 13:55:02 by titinune :X

FW: Wonderful Story

posted on 12 Dec 2007 17:16 by titinune in RealLifes

 Wonderful story

 FW mail จากคุณสมชาย ยอดแก้ว

ดิ่ง.....ในภวังค์





--------------------------------------------------------------------------------
From: sombat@tokyodenki.co.th
To: somchai_ee@hotmail.com
Subject: Fw: Wonderful story
Date: Tue, 20 Nov 2007 13:58:44 +0700


----- Original Message -----
From: Patanapong Suwantawat
Sent: Thursday, November 15, 2007 1:28 PM
Subject: FW: Wonderful story


ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี

วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆของฉันมีกัน

จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน

" ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด
ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน

พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ "
พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น

ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า

"ผมขโมยเองครับ"
ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
พ่อนั่งลงบนเก้าอี้และด่าว่าน้องชายของฉัน

" ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก
แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย "

คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้
หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย

กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก
น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า

" พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"
ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ

หลายปีผ่านไป
แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉันอายุ 11ปี...


เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น
เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน
ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย
ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้านฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า

" ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ "
แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า
"แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน "

ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
" ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"
พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่

"ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้
ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"

คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ
ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน
ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ
ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า

" ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้ "

แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
ใครจะรู้ได้ .......


วันต่อมาในตอนเช้ามืด
น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน
ขณะฉันกำลังหลับ

" พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....
ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"
ฉันนั่งอยู่บนเตียง

อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......
ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20ปี .....


ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน
รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น
กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......
ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3

วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า
"มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ"

ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???

ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง
...

ฉันถามเขาว่า
"ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ "
น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า
"ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่

เพื่อนๆก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี "

ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ

" พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง
เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม "

จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉันแล้วพูดว่า

"ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง "

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .


วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
ฉันสังเกตเห็นว่า
หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก
หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า

"แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ "
แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า

" แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก
วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน

ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"
ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา

ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม"ฉันถาม

"ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ
มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมดแต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ
และ..."

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด
เพราะฉันหันหน้าหนีเขาน้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง

" เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...


หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง

หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...

แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ

ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง

แต่เมื่อออกไปแล้ว

ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี

จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม

น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...

เขาบอกกับฉันว่า

"พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"

สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของ ครอบครัว

เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท
...
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้

เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา

วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล

และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด

เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล

ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล

น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา

... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า

" ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!

ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้

ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง "

คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด

ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา

"พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน

ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ

คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"

น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....

ฉันบอกกับน้องว่า

"แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่... "

"ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"

น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...



เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี

เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน

ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

" ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"

น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล " พี่สาวของผมครับ" .....

และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

" ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง

เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม.

เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน

วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง

พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง

และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล

เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว

เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น

ผมสาบานกับตัวเอง

ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี

และจะทำดีกับเธอ"

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว

สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน

คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......

"ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"

ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้

น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...

จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ

วันในชีวิตของคุณและเขา

คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ

แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง

.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ

พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน

หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม


จบบริบูรณ์....


ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท

น้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า

"ซัมซุง"

และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์ โดยดาราเล็กๆ คนคือ ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุคครับ

บู มิง ฮอง
เล่าเรื่อง

Code Here.

Code Here.

Code Here.