who1214

who1214"Mystory" Begining

posted on 26 May 2008 12:30 by titinune in MyStorys
who1214"Mystory"Beginning
เรื่องเด็กขี้ขโมย...อุอุ
วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 10, 2008
Bigin.ing....บทเริ่มต้น

แนะนำตัว จริงๆแล้วบล้อกที่ผมเปิดเป็นครั้งแรก แห่งแรก ควายตัวแรกๆ จะอยู่ที่ exteen.com แต่เนื่องจากความที่วุ่นวายมากไปหน่อย
ตัวตนผมเลยปรากฎที่นัน้มากไป จนคนรู้จักเข้ากันมา
ทำให้ไม่มีความรู้สึกอยากเขียนอะไรไว้ที่นั้น
บางเรื่องเล่าไปคนรู้จักของผม โจทย์บ้าง จำเลยบ้าง อ่านเดี๋ยวจะไม่ดีต่อสุขภาพชีวิตผมที่น้อยลง น้อยลงทุกวัน อุอุ

เลยตะเวณดูที่อื่นๆที่น่าจะใช้งานง่ายๆอย่างที่นี้แหละ
จริงๆบล้อกนี้ มันผ่านตามานานมากแล้ว
แต่ความขี้เกียจที่มันเกาะติดในหัวใจ
มันยังแน่นอยู่ เลยยังไม่รู้จะทำอะไรกับบล้อกนี้ดี

จนวันนี้วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ครบพอดี 7วัน
หลังวันเกิดที่มีดอกป้อปปี้บานในหัวใจ พร้อมสาวๆที่มาอวยพร 2คน
แฟนคน กิ้กคน แต่
ตามปรกติ 7 วันต้องเอาขึ้นเมรุ ฉะนัน้เป็นวันดี วันเผาจริง

เรามา Begin Begins and Begined เลยละกัน
เดี๋ยวศพจะเน่าเสียก่อนเผา อุอุอุ

+++++++++++++++++++++++++++++++
วายเด็กของผม (วัยเด็กนะแหละแต่มันวายไปแล้ว)

ตอนเด็กผมจำหลายเรื่องไม่ค่อยจะได้แล้ว
โดยเฉพาะในส่วนที่เรียนในระดับมัธยมตอนต้น
มันเหมือนจำไม่ได้ หรือไม่อยากจำก็ไม่รู้เหมือนมันหายไปเฉยๆ
ที่จำได้ก็ไม่กี่เรื่อง เช่น
เรื่องการกินก๋วยเตี๋ยว การโดนฝ่ายปกครองลงโทษ
การต้องเกือบเซ็นใบลาออกตอนม.3 การจีบสาวๆ การถ่ายภาพ
ตรงนี้เขียนไว้กันลืมก่อนเดี๋ยวมาต่อเนื่องกันไป

ผมเรียนจบจากอนุบาลที่ดีที่สุดในจังหวัดที่ขึ้นต้นด้วยสมุดและลงท้ายด้วยท่อนไม้
555 เดาไม่ออกก็อย่าไปเดามันเลย แค่ปริมณฑลที่ไม่ใช่ปริมณฑลของกรุงเทพฯเท่านั้นเอง

ตอนเรียนตอนเด็กๆ ไม่ค่อยจะเรียนดีเท่าไหร่หรอก เกเร..เกตุม.ซะมากกว่า สงสัยมันฝังรากตั้งแต่เด็ก แต่ขอโทษเกรด 4 ซะสามในสี่นะขอบอก
เคยโดนบังคับสอบ ปรีฯ สมัยนั้นเค้าเรียกปรีประถมหรืออะไรแนวนี้ สมัยนี้ไม่แน่ใจยังมีอยู่หรือเปล่า คล้ายๆสอบวัดความรู้ก่อนเข้า ม.1

ด้านวิทยาศาสตร์ ไม่อยากคุย ที่ 3 ระดับจังหวัด ที่พันต้นๆระดับประเทศ ตอนนั้นทั้งจังหวัดมีเด็กสอบหลายพันเกือบหมื่นประมาณนั้น ทั้งประเทศก็หลายหมื่น

ด้านคณิตศาสตร์ ไม่อยากคุยอีกนั้นแหละ ทั้งจังหวัดขาดอีกไม่ถึงร้อยก็ที่โหล่ 555
ด้านอื่นๆธรรมดาไม่ดีไม่เด่น หรือจะบอกไม่ค่อยโง่ ไม่ค่อยฉลาด

แต่ที่จำได้ว่ามีเพื่อนไม่กี่คน ตอนเด็กก็ริเป็นโจรรุ่นเล็ก
ไม่รู้ความคิดโจรๆตอนนั้นมาจากไหน????
หรือเพราะเมื่อก่อนเป็นเด็กที่ "ไม่มี" ตั้งแต่เด็กก็ได้
ไม่มี คือผมเป็นแค่ลูกข้าราชการครู พี่น้องมีพี่สาวอีกคน อายุมากกว่าปีเดียว
ตอนนี้พี่สาวก็ 31 ปี ็ถ้าย้อนไปตอนนั้นอายุก็คงไม่เกิน 7-8 ขวบเอง

เมื่อตอนเด็กๆสมัยที่ผมและหลายคนเรียน มันจะเป็นโต๊ะไม้สีออกแดงๆถ้าใช้มานานมันจะออกดำๆเป็นปื้นๆ
โคตรของโครจะหนัก ถ้าวันไหนเป็นเวรต้องยกโต๊ะ จะเหนื่อยมากๆ
โต๊ะที่ว่าจะมีช่องเก็บของใต้โต๊ะ ผู้เฒ่าที่อ่านน่าจะจำได้กันดี
เพราะมันจะเป็นที่เก็บขนม สมุดเรียน การ์ตูน และทุกอย่างที่สามารถซุกได้

หลังเลิกเรียนผมและฝูงเพื่อนไม่เกิน 2-3 คนจะเริ่มยุทธการกองโจร
ตอนเด็กๆทั้งหลาย โดนรับกลับบ้านแล้ว ทายซิจะมีอะไรใต้โต๊ะ????

ของที่ลืมและตั้งใจเก็บไว้ ขนมที่วางไว้ เกมกดที่เล่นตอนครูสอน
ของเล่นที่ประกอบตอนเรียน การ์ตูนที่แอบอ่าน ปากกายางลบดินสอ
แม้แต่เงินค่าขนม

ผมไม่แน่ใจว่าเพื่อนหรือผมที่เป็นหัวหน้าโจร...
อุอุ อาจเป็นแค่อารมณ์สนุกสนานสมัยเด็กก็ได้

เคยโดนจับได้ไหม ......ไม่เด็ดขาด
เพราะถึงจับได้คาหนังคาเขาขณะก้มๆเงยๆตามโต๊ะ
เด็กๆนะอ้างมาเล่นซ่อนแอบก็จบ ของที่เอามา
บางทีเล่นๆไปเบื่อก็ให้เพื่อนเล่นกัน เล่นไปเล่นกันมา
จนไม่แน่ใจว่าของใคร บางทีเจ้าของมันยังมายืมเราเล่นเลย 555

แต่มาลองคิดๆดู ผมก็ไม่รู้สงสารใครดี
ระหว่างไอ้เด็กที่ถูกผมขมายถึงขโมยไป

ตอนเด็กๆผมจำได้ว่าตอนนั้นที่บ้านผมมีปัญหาเรื่องเงินหรือเรื่องเกี่ยวกับผม
มันเลือนลาง ในความเลือนลาง ผมจำได้แม่นว่า ผมกำลังเกาะที่บันได
มองเห็นแม่ผมกับใครคุยกัน คุยอะไรจำไม่ได้ จำได้ว่าแม่ผมร้องไห้
แต่ทำไม????
นั้นซิทำไม????

เขียนโดย who1214 ที่ 8:15 หลังเที่ยง 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: who1214 beginning
สมัครสมาชิก: บทความ (Atom)

edit @ 26 May 2008 13:32:27 by titinune :X

edit @ 27 May 2008 11:50:32 by titinune :X

ผมเขียนแหมะที่ิblogอื่นนานแล้ว เลยเก็บมาหมกไว้ที่เดียวกัน 

edit @ 3 Jun 2008 11:11:09 by titinune :X

 

ทัวส์ไหว้พระ9วัด3ศาล กับFuji Finepix S9600

เมื่อวานนี้เองสดๆร้อนๆ คนไม่ค่อยมีสงสัยไปเลือกตั้งล่วงหน้า 

สมาชิกวุฒิสภากันอยู่ เงียบๆดี

 

 

 

" ขออภัย.. โปรดฟังอีกครั้ง "

ไวไฟ..มีปัญหาเดี๋ยวกลับมาใส่ต่อนะพี่น้อง........   titinune :x

 

มาแย้ววววววว.......

 

เสาชิงช้า แสงไม่ค่อยสวย แดดโคตรร้อน ขอบอก Host unlimited photos at slide.com for FREE! วัดโพธิ์ มุมไหนเดาเอาเอง อุอุ นกพิราบคูรัก (เลียนแบบ นกเขาคูรัก ....) จู๋จี๋ในศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ ศาลเจ้าพ่อเสือ  จริงๆเขาห้ามถ่าย...เหรอออ..??? พระปรางค์วัดอรุณ กระธางบัวด้านประตูคนไทยข้างวัดพระแก้ว ตรงหน่วยซ่อมบำรุง กบ.....เอ้ย สิงห์ ...อุอุ..ในวัดพระแก้ว ตรงประตูข้าง ยังมีอีกแต่ไวไฟ มันช้าาาาาา รอหน่อยละกัน titinun :x

 
 
 
   
 
           
 
 
จาก: dissaya dissaboot ...@hotmail.com>
วันที่: Wed, 20 Feb 2008 14:12:54 +0700
ท้องที่: พุธ 20 ก.พ. 2008 14:12
เรื่อง: FW: "เปลี่ยนมะเร็งเป็นพลัง" บันทึกสุดท้ายจาก "หมอหงวน"

 

 "เปลี่ยนมะเร็งเป็นพลัง" บันทึกสุดท้ายจาก "หมอหงวน"

               "ถ้าถามว่ามะเร็งให้อะไร ตอบได้ว่าทำให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันมากขึ้น เพราะแต่ก่อนนั้นผมทำงานมาก ได้เจอกับลูกก็ตอนก่อนนอนกับตอนเช้าเวลาไปส่งเขาไปโรงเรียนอยู่ช่วงหนึ่งเท่านั­้น ส่วนภรรยาผมก็ทำงานมากเช่นกัน ครั้นพอผมป่วยเขาก็อยู่บ้านเป็นเพื่อนผมมากขึ้น ไปเป็นเพื่อนเวลาหาหมอแทบทุกครั้ง รวมทั้งเข้าครัวหัดทำกับข้าวด้วย ส่วนลูกๆ ก็สวดมนต์ไหว้พระ ผมรู้สึกดีใจที่เขาเข้ามาสู่พุทธศาสนามากขึ้น ลูกชายซึ่งตอนนั้นอายุแค่ 11 ปี ยอมบวชให้พ่อและบวชอยู่ที่สวนโมกข์ได้ตั้ง 5 วันซึ่งค่อนข้างจะลำบากสำหรับเด็กอายุขนาดนั้น 


           "แม้สิ่งที่ดีๆ จะเกิดขึ้นกับผมมากมาย แต่ถึงอย่างไร ผมก็ไม่นึกชอบการเป็นมะเร็งขึ้นมาได้หรอกครับ ถ้าจะให้ดีที่สุดคือผมขอไม่เป็นมะเร็งดีกว่า ในชีวิตผมไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการเป็นมะเร็งอีกแล้ว แต่เมื่อมันเป็นแล้วก็ต้องยอมรับและปรับตัวไป"


           นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์   เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขียนบันทึกสุดท้ายไว้ในหนังสือ "เปลี่ยนมะเร็งเป็นพลัง" ก่อนที่จะลาจากโลกนี้ไปด้วยโรคมะเร็งปอดที่ป่วยมาเกือบ 5 ปี เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2551 หลังจากเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดีกว่า 3 สัปดาห์ สิริรวมอายุ 55 ปี 10เดือน  

           ในหนังสือเล่มดังกล่าว บอกเล่าเรื่องราวอันเปี่ยมพลังของคุณหมอสงวน ที่วันหนึ่งพลิกชีวิตจากหมอมาเป็นคนไข้ ท่านเป็นแพทย์ชนบทยุค 14 ตุลา 2516 ที่ต่อสู้เรื่องระบบประกันสุขภาพให้กับคนยากจนมาโดยตลอด และมาสัมฤทธิผลในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเมื่อราว 5 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะมีปัญหามากมายในการปฏิบัติ คุณหมอก็ไม่ย่อท้อ ท่านลงพื้นที่จนเห็นปัญหาและค่อยๆ แก้ปัญหาไปท่ามกลางการป่วยไข้ที่ต้องใช้กำลังใจมหาศาลเช่นกัน                                                            

            หลังจากนัดแรกที่คุณหมอไปเข้ารับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดกับหลายๆ หมอ และหลายๆ โรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเลือด ส่องกล้องเข้าไปทางลำคอเพื่อตรวจหามะเร็ง เอ็กซเรย์ การฉีดสีเข้าเส้นเลือด จนพบว่าเป็นมะเร็งที่กลีบปอดขวาด้านล่างอย่างแน่ชัดว่าอยู่ในระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย

            คุณหมอเล่าว่า ตอนที่รู้ผลนั้น คำพูดที่ไม่ควรจะหลุดจากปากหมอมากที่สุดก็คือ "หมอคิดว่าคุณจะอยู่ได้ไม่นาน หรือพูดว่า จากสถิติคนเป็นโรคนี้แล้วส่วนใหญ่จะเสียชีวิตใน 6 เดือนอะไรทำนองนี้" เพราะจะทำให้คนไข้ท้อแท้ จิตตกเป็นอย่างมาก
 

             จากประสบการณ์เป็นคนไข้มะเร็งที่ต้องรักษาตัวยาวนาน และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคนี้ในประเทศไทยไม่มากนัก คุณหมอเรียนรู้ว่า แท้จริงแล้ว หมอเองไม่ได้รู้ไปทุกเรื่อง หมอต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับคนไข้เช่นกัน แม้ว่าคนไข้จะเป็นโรคเดียวกันก็ตาม แต่จะมีรายละเอียดของการรักษาที่แตกต่างกันไป

             คุณหมอบอกว่า คนไข้กับคุณหมอจะต้องทำงานเป็นทีมเดียวกันจึงจะทำให้การักษานั้นๆ เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ คนไข้ไม่ควรปล่อยให้การรักษาเป็นหน้าที่ของแพทย์เพียงฝ่ายเดียว  


             ตลอด 4 ปีกว่าของการรักษาและเยียวยา คุณหมอกลับมารับประทานอาหารมังสวิรัติ นั่งสมาธิภาวนา ออกกำลังกาย ไม่กังวล ปล่อยวาง มีมรณสติเป็นเพื่อน พร้อมทั้งตั้งบัญญัติ 10 ประการสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตให้การป่วยกลับกลายเป็นพลั­งอย่างมหาศาลที่พลิกประวัติศาสตร์ระบบสาธารณสุขในประเทศไทยเลยทีเดียว ขณะเดียวกันคุณหมอเข้ารับการรักษาโดยใช้สิทธิตามโครงการ 30 บาทฯ เช่นเดียวกับผู้ป่วยท่านอื่น เพื่อดูว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นมีปัญหาอะไรบ้างในการปฏิบัติ    

              ตอนหนึ่งคุณหมอบันทึกว่า ...ผมก็เหมือนกับผู้ป่วยมะเร็งทุกคนที่อดไม่ได้ที่จะต้งคำถามว่า ทำไมต้องเป็นผม และทำไมต้องเป็นตอนนี้ด้วย แต่อย่างหนึ่งที่ผมภูมิใจคือ หลังจากที่ป่วยทำให้เราซึมซาบถึงความทุกข์ยากของคนไข้ 30 บาทฯ มากขึ้นเพราะประสบการณ์ตัวเอง และผมก็ได้ลงมือปรับปรุงระบบบริการสุขภาพในหลายๆ ส่วนทันที


              เรื่องแรกที่คุณหมอลงมือทำก็คือแก้ปัญหาเรื่องคิวผ่าตัดโรคหัวใจ  "ผมมีคนไข้คนหนึ่งมาร้องเรียนว่าภรรยาเขาเป็นโรคหัวใจล้มเหลวไปนอนโรงพยาบาล หมอบอกว่าต้องผ่าตัด แต่ปรากฎว่าหมอนัด 8 เดือน เขาก็มาร้องเรียนว่าแล้วภรรยาเขาจะไม่ตายก่อนหรือ  ผมรู้สึกว่าทำไมหมอนัดนานจัง และเมื่อให้เจ้าหน้าที่ไปค้นดูพบว่า อย่าว่าแต่ 8 เดือนเลย 4 ปีก็ยังมีที่กว่าจะได้รับการผ่าตัด... "

              แนวคิดที่ผมนำมาใช้ในการแก้ปัญหาคือการบริหารจัดการให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วม­กันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะจริงๆ แล้วเครื่องมือแพงๆ รวมทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ควรต้องถือว่าเป็นสมบัติของส่วนรวม เป็นของประเทศชาติที่สามารถจะเอามาดูแลคนไทยทุกคนได้

              และการที่คิวยาวไม่ได้เป็นเพราะประเทศของเราขาดแคลนเครื่องมือหรือบุคลากร แต่เนื่องจากเราอาจมีเส้นแบ่งเรื่องสังกัด เรื่ององค์กร เรื่องความเป็นรัฐ ความเป็นเอกชน เราก็เลยกันของส่วนรวมไว้เป็นของที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น ซึ่งทำให้การใช้ทรัพยากรไม่เต็มที่"


              หลังจากนั้นก็มีการประชุมกัน ในเวลาเพียงแค่ประมาณสองเดือนก็ทำให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่ดีมากในโครง­การ 30 บาทฯ  คุณหมอเล่าว่า ที่ทำอย่างนี้ได้เพราะเรามีระบบกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในหมวดโรคค่าใช้­จ่ายสูง ที่สามารถจะบริหารจัดการจ่ายค่าผ่าตัดให้กับสถานพยาบาลที่ทำการผ่าตัดได้โดยคล่­องตัว ซึ่งถ้าไม่มีกองทุนแบบนี้หรือเป็นแบบเดิมที่ต่างคนต่างจ่าย ไม่มีทางที่คนยากคนจนหาเช้ากินค่ำจะมีโอกาสได้เข้าผ่าตัดหัวใจซึ่งมีค่าใช้จ่าย­นับแสนบาทอย่างแน่นอน


             "เมื่อผมไปรับการรักษาด้วยคีโม ไปเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต็มตัว ผมก็เห็นปัญหาของการรักษามะเร็งชัดเจนอีก แต่ในเรื่องของมะเร็งกลับกลายเป็นว่า demand side แข็งแรง คือกลุ่มคนไข้มะเร็งได้มารวมตัวกัน ช่วยเหลือกัน ดังนั้นสปสช.จึงได้สนับสนุนเครือข่ายมะเร็งให้ทำกิจกรรมต่างๆ ตอนที่เกิดสึนามิที่ภาคใต้ กลุ่มคนไข้มะเร็งก็คิดกันว่าอยากจะไปช่วยผู้ประสบภัยสึนามิ ทำให้คนไข้มีความสุข ได้ทำประโยชน์ช่วยเหลือผู้อื่น เรื่องนี้ผมว่ามีความสำคัญมาก เป็นเรื่องในมิติทางจิตวิญญาณที่ไม่ควรจะมองข้าม คือผมคิดว่าคนเรานี่ส่วนใหญ่จะมีศักดิ์ศรีในตัวเองเป็นพื้นฐาน อยากจะเป็นผู้ทำประโยชน์ ยิ่งเป็นผู้ป่วยแล้วก็ยิ่งไม่อยากถูกตอกย้ำว่าไร้ศักยภาพ ไม่อยากที่จะต้องพึ่งพาเป็นภาระของคนอื่นไปตลอด"


              จากจุดนั้นคุณหมอได้พัฒนาและขยายรูปแบบการดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่เรียกว่า "โครงการมิตรภาพบำบัด" ให้เกิดขึ้น จัดอบรมสร้างอาสาสมัครดูแลผู้ป่วย โดยสปสช.สนับสนุนงบประมาณให้โรงพยาบาลที่เป็นศูนย์ดูแลรักษาโรคมะเร็งประมาณสิบ­กว่าแห่งกระจากทุกภูมิภาค


              นอกจากโรคมะเร็งแล้ว คุณหมอยังได้ขับเคลื่อนสนับสนุนประชาคมผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ต้องรักษาด้วยการฟอกไตให้เข้มแข็งด้วยการจัดกิจกรรมแบบ "เพื่อนช่วยเพื่อน" จนช่วงท้ายๆ ของปี 2550 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้การฟอกไตแบบที่ฟอกทางช่องท้องอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ข­องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า


              อีกเรื่องหนึ่งที่คุณหมอรรรงค์มาโดยตลอดคือการแก้ปัญหาเรื่องยาแพง  "ยาที่ผมไปลงชื่อเป็นผู้ทดลองรักษามะเร็งที่สวิสเซอร์แลนด์เม็ดละ 3-4 พันบาท ต้องกินวันละเม็ด เดือนหนึ่งก็ตก 90,000 บาท คนยากจนไม่สามารถจะเข้าถึงได้ ยาบางอย่างแพงกว่านี้อีก ฉีดเข้าเข็มเดียวสองแสนก็มีจึงเกิดคำถามว่าทำไมยาลิขสิทธิ์มันแพงมากขนาดนั้น ผมก็มาคิดว่าทำยังไงให้ยาถูกลง
 

              " จากกฎหมายการค้าโลกซึ่งดูแลโดยองค์กรการค้าโลก (World Trade Organization หรือ WTO) ก็มีความเป็นห่วงว่า การป้องกันสิทธิบัตรแบบสุดขั้วจะทำให้คนไข้ที่ยากจนไม่สามารถเข้าถึงยาได้ จึงได้กำหนดว่า ในกรณีที่เกิดโรคระบาด หรือมีปัญหาในการเข้าไม่ถึงยา หรือเพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุขในประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิก WTO สามารถใช้สิทธิตามข้อตกลงนี้ผลิตยานั้นๆ ขึ้นมาใช้เอง หรือสั่งยาราคาถูกมาใช้โดยไม่ผิดกฎหมายสิทธิบัตร" คุณหมอจึงเริ่มต้นกับยาเอดส์ที่เรียกว่า Antivirance เป็นอันดับแรก "เราต่อสู้และได้รับการผลักดันจากกลุ่มเครือข่ายที่ทำงานโรคเอดส์มานานแล้วว่าใ­ห้นำเอายาเอดส์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในที่สุดเราจึงกล้าที่จะเดินหน้าประกาศว่าเราจะผลิตยาตัวนี้เองหรือสั่งยาชื่อส­ามัญที่ราคาถูกกว่าเข้ามาใช้ด้วยเหตุผลที่ว่าโรคเอดส์เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำค­ัญของประเทศ "

              ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่คุณหมอสงวนได้วางรากฐานไว้เพื่อให้เกิดหลักประกันสุ­ขภาพถ้วนหน้าที่เป็นจริง ซึ่งท่านบันทึกไว้แล้วในหนังสือเล่มนี้ วิชาชีพแพทย์ของท่านยืนยันหลักการที่ว่า จะไม่ยอมให้เงินตราสามารถมีบทบาทในการต่อชีวิต แต่ควรเป็นความเมตตาและกรุณาต่างหากที่สมควรเกิดขึ้นในทุกสมมติของชีวิต ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หมอ พยาบาล แม่บ้าน แม่ค้า เกษตรกร คนตกงาน หรือแม้แต่คนป่วยทางจิตใจ ก็ควรมีสิทธิในการที่จะได้รับการคุ้มครองและเยียวยาในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง­เช่นเดียวกัน  ล้อมกรอบ

              ผู้สนใจร่วมก่อตั้งกองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เพื่อมิตรภาพบำบัด เพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของ นพ.สงวน ต่อไป ติดต่อได้ที่งานสวดพระอภิธรรม ศาลา 3  วัดชลประทานรังสฤษฏ์ จ.นนทบุรี ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 25 มกราคม 2551 หรือที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โทรศัพท์ 0-2831-4000 หรือสายด่วนบัตรทอง สปสช.1330 ทุกวัน
(รายงานพิเศษ เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับ 817 / มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ )

_________________________________________________________________

อยากบอกว่า

"Happy Valentine So happy Every Humans"

คงยังไม่สาย

บางคน (สาวๆหลายคน ไม่ได้หมายถึงสาวๆของผมนะ) 

บอกว่าแฟนไม่มีดอกไม้ให้ฉัน ไม่มีของขวัญให้

บางคนบอกว่า แฟนมันไม่สน........

 

ขอบอกแทนผู้ชายทั้งโลกว่า 

1.  วันเกิด ผู้ชายสนใหญ่ มันแทบจะจำไม่ได้ แม้แต่วันเกิดตัวเอง

2.  วันครบรอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นครบรอบเราจีบกัน 

     ครบรอบเราคบกันเป็นแฟน ครบรอบวันแต่ง จำได้เลาๆ 

     แต่อย่าถามถ้าสาวๆจำได้ เพราะผู้ชายจะถามว่าแล้วไง

     ( ผมนี้แหละคนนึง)

 

ของขวัญ ของขวัญ ดอกไม้ ดอกไม้ สวีท สวีท  ฯลฯ

ผู้หญิงจะทวงหนุ่มๆ คนที่คุณก็รู้ว่าเป็นใคร อ ุอุ 

การทวงมีตั้งแต่ 

 

" เธอๆๆๆ พรุ่งนี้วันอะไรเอ่ย "(วันศุกร์นะซิครับ....สาวๆเริ่มหงิก)

" วันวาเลนไทน์ "               (ทำไมเหรอ.....สาวๆเริ่มบูด)

" ไปไหนกันหรือเปล่า "        (อ้อต้องไปทำงานรับงานถ่ายภาพมา)

" จะไม่อยู่ด้วยกันเหรอ พรุ่งนี้ "(.......................)

" เนี้ย ดูแฟน......(ขอไม่เอ่ยนาม) เขาไปโน่น...."(........................)

 ฯลฯ  ประมาณเนี้ยะ......

 

ผู้ชายร้อยละ99.99ที่เป็นหลายคนที่ผมเห็น

 จะบอกตัวเองในใจ ว่า

" กูอยู่กับมึงทุกวัน มันไม่พิเศษใช่ไหม ???? "

" มึงจะเอาพิเศษวันนี้วันเดียว แล้ววันอื่นกูจะไปกับสาวๆคนอื่นดีไหม??? "

ฯลฯ

 

เฮ้อ .....ผู้หญิงเข้าใจยากมากกกกก...

titinune :x...ขอบอก ...

 

PS ปล.นะแหละ

เมื่อวันที่14ผมไปรับปริญญาที่สวนอัมพร 

ตอนที่ฟ้าชายฯประทานปริญญาเสร็จ เสด็จกลับ

นักศึกษากลับออกมาจากหอประชุมสวนอัมพรแล้ว

 

ผมสังเกตเห็น 2 อย่าง 

อันดับแรก        บัณฑิตที่มีความรู้ฟังเพลงสรรเสริฐพระบารมี

                     " ไม่ออก " (เรียกไม่ผิดนะครับ ท้วงติงละกัน)

                     หรือจริงๆเขาไม่ใช่คนไทย เพราะบางคนก็นั่งเฉย

                     บางคนก็เดินเคี้ยวกู ลิ โกะ ด้อก กี้ อยู่เลย

                     หรือพ่อแม่มันยุ่งเลยไม่ได้สั่งสอน

                     หรือสอนแล้วมันไม่จำ 

                     น่ายึดปริญญาคืนจริงๆ 

อันดับสอง       โรคจิตเยอะ  จริงๆผมก็ชอบสาวในเครื่องแบบละนะ

                     แต่มีอยู่หลายคน โดยเฉพาะถ้าคุณเห็นผู้ชาย

                     ใส่แว่นตาเหลี่ยม

                     ตัวเล็กผอมๆ สูงประมาณ 160-170 ซม.                      

                     ดูมีอายุ สะพายเป้ ถือกล้องคอมแพ็ค 

                     ใส่ที่ปิดปากแบบหมอ  ..............ZZZ

                     มันจะถ่ายแต่ข้างหลังสาวๆเป็นหลัก 

                     ถ้าสาวๆคนไหนใส่แบบตูดรัดๆ

                     นมจะตูมไม่ตูม สวยไม่สวย พี่แกไม่สน 

                     แกเป็นเหมือนดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ

                     สาวๆที่เป็นเป้าหมาย แกจะอยู่ข้างหลังตลอด 

                     ไม่ว่าสาวเจ้าจะหันไปทางไหน เดินไปทางไหน 

                     แกก็กดรูปประมาณว่าสิบรูป แล้วแกก็เผ่นไป 

                     กล้าจริงๆให้ดิ้นตาย ประทับใจจริงๆขอบอก

                     ผมละอึ้ง ทึ่ง และเสียว 

               (โดยเฉพาะตอนเห็นหน้าสาวๆที่แกถ่ายแต่ละคน 

                    ระดับที่ต้องเรียกคุณหมอพรทิพย์มาชัณสูตร จริงๆ)

 

 

titinune :X   55555 

 

 

 

พอดีได้ยินเสียงนกกระจอก มาเกาะหลังกระบือ พลางคุยจ้อกแจ้กว่า

 

นกอินทรีย์ี่เป็นตัวใหญ่ มีลูกน้องอินทรีย์ที่กำลังฟูมฟัก

เพราะตกรังปีกเดาะอยู่

ประกาศให้อำนาจแก่ฝูงเป็ดไล่ทุ่ง ที่ร้องประสานเสียง ก้าบ ก้าบ 

พร้อม จิกตีเล้าเป็ดเสียงดังว่า

 

"อันเราพญานกของ ฝูงสัตว์ปีก เห็นสอบถามยังฝูงเป้ด ว่า...

ต้องการแยกไปปกครองตัวเองหรือไม่ "

 

" แลเป็ดอาจไม่ชอบแหล่ง น้ำ ที่อยู่เนื่องจากมีสีดำของขี้เป็ดลอยอยู่บางส่วน "

 

" แต่แลแล้วเราพญานกเห้นต้องสอบถามมนุษย์ คน ที่ดูแลไล่ฝูงเป็ด

เห็นยอมให้เป็ดปกครองตนเอง หากินเองหรือไม่ "

 

" ส่วนที่เป็ดจะไปตั้งรัฐอิสระ พญาปักษีอย่างเรา ยังไม่ได้รับรายงาน ............เพราะตอนนี้ดูแลพญาปักษีน้อยอยู่ " 

 

 

 

"จับแม่ ...งูย่างกินดีกว่า แก้กลุ้ม " เสียงเด็กไล่ทุ่งบอกมา...

พร้อมก่อไฟเรียกเด็กไล่ทุ่งคนอื่น

พร้อมชาวนา ชาวไร่ ตาสี ยายสา น้าบุญมา ฯลฯ 

ที่ด่าเสียงขรม 

 

 

 

 titinune :x    Hi Buff !!!!!!!!

 

 

 

 

Code Here.

Code Here.

Code Here.